นับตั้งแต่เครือ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์” (Grande Centre Point) เปิดโรงแรมแห่งแรกมานานกว่า 17 ปี หรือเมื่อปี 2551 “ไม่มีตึกไหน Fail หรือล้มเหลวเลย!” ...หนึ่งในคำบอกเล่าจากผู้บริหารระดับสูงทั้งสองของบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ในเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ถึงเส้นทางการเดินหน้าสร้างอาณาจักร “โรงแรม” อีกน่านน้ำของอสังหาริมทรัพย์ ในวันที่ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัวจากกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LHMH กล่าวว่า หลังจากปี 2568 บริษัทเปิดตัวโรงแรมใหม่ในเครือฯ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี” ขนาด 512 ห้องพัก เมื่อต้นปีที่แล้ว และ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ” ขนาด 509 ห้องพัก แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในย่านราชประสงค์ ที่ผสานความหรูหราสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) เข้ากับเสน่ห์ของศิลปะไทยร่วมสมัย ยกระดับพอร์ตโฟลิโอของ LHMH ให้เติบโตอีกขั้นในฐานะ “ผู้นำธุรกิจโรงแรมไทย” เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน ธ.ค. ตรงกับไฮซีซันและช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ นับเป็นโรงแรมลำดับที่ 9 ในเครือฯ และทำให้จำนวนห้องพักทั้งหมดเพิ่มเป็น 4,000 ห้อง
“เครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ มีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับทิศทางภาคท่องเที่ยวส่งสัญญาณบวก โดยในช่วง 3 ปีนับจากนี้ เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ 2 แห่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั้งกรุงเทพฯและพัทยาเพื่อขยายฐานลูกค้า ทำให้ในปี 2571 บริษัทจะมีโรงแรมเปิดครบ 11 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพักรวมกว่า 5,000 ห้อง”
ในไตรมาส 4 ปี 2569 คือไทม์ไลน์ของการเปิดตัว “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา” ขนาดเกือบ 500 ห้องพัก ใช้งบลงทุน 4,400 ล้านบาท พัฒนาบนที่ดิน 12 ไร่ ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวม 100,000 ตารางเมตร นับเป็น “ธีมโฮเทล” (Themed Hotel) หรือจัดอยู่ใน “Limited Tier” โรงแรมที่มีดีไซน์พิเศษและลักษณะเด่นแห่งที่ 2 ในเครือฯ ต่อจาก “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา” โรงแรมธีมอวกาศแห่งแรกในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จสูงมาก และเป็นโรงแรมลำดับที่ 3 ในเมืองพัทยา ที่มุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับกลุ่มครอบครัวและนักเดินทางที่มองหาความแตกต่าง
ไฮไลต์ของ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา คือ “สวนน้ำ” ขนาดใหญ่ 20,000 ตารางเมตร (ใหญ่กว่าสวนน้ำของ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา ขนาด 12,000 ตารางเมตร เกือบเท่าตัว) ภายใต้คอนเซปต์สุดล้ำ “Time Traveler” เดินทางข้ามเวลา ประกอบด้วย โซนสไลเดอร์ 2 หอคอย จำนวน 6 สไลด์ สูงเท่าตึก 4 ชั้น โซนล่องแก่ง (Lazy River) 4 มิติ ผ่านถ้ำลาวาภูเขาไฟ ภูเขาน้ำแข็ง คริสตัล และแล็บทดลอง รวมถึงสกายวอล์กจุดชมวิวเหนือสวนน้ำ และเครื่องเล่นอีกหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อ 7-11 พื้นที่ขนาด 200 ตารางเมตรให้บริการ ตั้งอยู่กลางสวนน้ำเป็นครั้งแรก เปิดให้ทั้งลูกค้าโรงแรมและคนนอกเข้ามาแวะชอปปิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนในปี 2571 มีแผนเปิดตัว “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์” ขนาด 350 ห้องพัก ในย่านประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ หวังมีส่วนช่วยเข้ามาเติมเต็ม “ย่านเยาวราช” ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีโรงแรมระดับ 5 ดาวมาก่อน โดยใช้งบลงทุนกว่า 3,600 ล้านบาท
“เราเป็นเชนโรงแรมไทยที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 17 ปี เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกในช่วงแรกๆ แล้วค่อยตกผลึกเป็นแนวคิดการทำโรงแรมในสไตล์ของเราเองท่ามกลางการแข่งขันกับเชนต่างชาติ ที่ผ่านมาเคยมีคนมาจีบขอให้เราไปบริหารโรงแรม แต่เรามองว่าถ้าทำเอง จะสามารถปรับตามใจตัวเองได้มากกว่า คอนเซปต์การทำโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ จึงเน้นความยืดหยุ่นสูง เราจึงลงทุนเอง บริหารเองทุกแห่ง ไม่รับบริหารให้ใคร อาจเป็นเพราะเรายังไม่เก่งพอ จึงขอสื่อสารกับตัวเองก่อน ประกอบกับสิ่งที่เราทำ ก็ไม่ได้เป็นไปตามสูตรโรงแรม 5 ดาวนัก”
กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ LHMH เล่าเสริมว่า ในช่วง “7 ปี” ตั้งแต่ปี 2565-2571 จะเป็นช่วงที่เครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ “เติบโตในอัตราเร่งสูงสุด!” หลังจากเปิดตัว “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา” ไปเมื่อเดือน ส.ค. 2565 ซึ่งเป็นธีมโฮเทลที่สร้างปรากฏการณ์ไวรัล ต่อด้วยการเปิดตัว “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์” เมื่อเดือน พ.ย. 2566
ส่วนในปี 2568 เปิดอีก 2 โรงแรมใหญ่ในย่านซีบีดี (CBD) ของกรุงเทพฯ ได้แก่ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี” เมื่อเดือน เม.ย. ได้รับกระแสตอบรับดีมาก ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยกว่า 80% เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์มากถึง 90%
และล่าสุด “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ” เปิดเมื่อเดือน ธ.ค. ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท วางจุดยืนให้เป็นโรงแรมในกลุ่ม “Prestige Tier” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและมีความหรูหรา ตั้งอยู่เคียงคู่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2551 จึงตั้งใจออกแบบให้เป็นตึกแฝดหรือ “Twin Towers” มีจำนวนห้องพักรวมกัน 1,000 ห้อง ถือเป็นรายใหญ่ที่สุดของโรงแรม 5 ดาวเกือบ 10 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพักรวมไม่เกิน 3,000 ห้องในย่านราชประสงค์ ระดับราคาห้องพักมีตั้งแต่ 5,000-10,000 บาทต่อวันเป็นทางเลือกแก่ลูกค้า
“ย่านราชประสงค์ถือเป็นโซนที่มีโรงแรม 5 ดาวหนาแน่นสุดในกรุงเทพฯ ไม่มีโรงแรมไหนขายไม่ดี ด้วยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และต้องทำราคาสูงตามทำเลซึ่งมีราคาที่ดินสูงสุดเป็นตัวตั้ง โดยโรงแรมในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ได้เปรียบเรื่องราคา จากจุดขายห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกครบเมื่อเทียบกับราคาที่เรานำเสนอ ถือว่าคุ้มค่า ถูกกว่าโรงแรม 5 ดาวรายอื่นๆ ในย่านนี้กว่า 30%”
ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์รายได้กลุ่มธุรกิจโรงแรมในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 6,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2569 จะทำรายได้เติบโตไปอยู่ที่กว่า 8,000 ล้านบาท ก่อนจะทะยานแตะ 10,000 ล้านบาทในปี 2571





