วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินบาทแข็งค่าขึ้น-หุ้นไทยทรงตัว

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้

อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ ธนาคารพาณิชย์มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกใช้เงินสดของลูกค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

ทั้งนี้ ตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวัน 14-15 เม.ย. 2557 เนื่องในวันชดเชยวันสงกรานต์ โดยคาดว่า ระหว่างวันที่ 16-18 เม.ย. 2557 จะมีสภาพคล่องไหลกลับสู่ระบบหลังวันหยุดยาว ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์และเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.21% ในวันศุกร์ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.28% ในสัปดาห์ก่อน ตลาดพันธบัตรไทยปิดทำการในวันจันทร์ โดยหลังจากเปิดทำการ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.65% ในวันพฤหัสบดีปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.72% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุน รวมทั้ง ปัจจัยหนุนจากถ้อยแถลงของเฟดที่บ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอาจจะไม่ได้เกิดเร็วขึ้นอย่างที่นักลงทุนกังวล

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ใกล้ 32.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงซื้อคืนจากนักลงทุน หลังการชุมนุมของหลายกลุ่มการเมืองผ่านพ้นไปโดยปราศจากเหตุรุนแรง นอกจากนี้ เงินบาทและสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ยังได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมจากเงินทุนไหลเข้า และทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ หลังรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สะท้อนว่า จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ในปีหน้า ยังคงไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ตามการปรับโพสิชั่นของนักลงทุนก่อนช่วงวันหยุดยาวของตลาดในประเทศ

ในวันศุกร์ (11 เม.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.26 เทียบกับระดับ 32.52 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 เม.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (14-18 เม.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15-32.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนเม.ย. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค การผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนมี.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.พ. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาการประกาศตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 1/57 ของจีน (16 เม.ย.) ด้วยเช่นกัน

เงินยูโรแข็งค่าขึ้นตลอดสัปดาห์ ทั้งนี้ เงินยูโรปรับตัวขึ้นโดยมีแรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนจาก IMF ขณะที่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ยังคงตอกย้ำว่า ECB ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการผ่อนคลายในทันทีเพื่อสกัดการปรับตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ เงินยูโรเพิ่มช่วงบวกได้อย่างต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดบ่งชี้ว่า จังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เร็ว นอกจากนี้ ข่าวการกลับมาเปิดประมูลพันธบัตรรัฐบาลกรีซเป็นครั้งแรก ก็เป็นปัจจัยบวกของเงินยูโรในช่วงปลายสัปดาห์เช่นกัน

เงินเยนแข็งค่าขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่แทบจะไม่สะท้อนสัญญาณของการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมในระยะสั้น (แม้ญี่ปุ่นจะมีการปรับขึ้นภาษีการบริโภคไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา) ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขายหลังรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟด เงินเยนแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่องในฐานะสกุลเงินปลอดภัยในช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน

ในวันศุกร์ (11 เม.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3888 เทียบกับ 1.3702 ดอลลาร์ฯ ต่อ ยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 เม.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.40 เทียบกับ 103.28 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

ตลาดทุน

ดัชนี SET ทรงตัวจากแรงหนุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,389.16 จุด ลดลง 0.20% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 20.96% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 24,038.70 ล้านบาท โดย นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 402.73 จุด เพิ่มขึ้น 1.32% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันอังคารจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่ดัชนีไม่สามารถผ่านระดับ 1,400 จุดได้ ก่อนที่จะปรับขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนถึงวันประกาศจ่ายปันผล (XD) ท่ามกลางแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นแกว่งตัวในกรอบแคบในวันศุกร์ก่อนปิดทำการเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 16-18 เม.ย. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้น จากแรงหนุนของการไหลเข้าของเงินทุน ขณะที่ตลาดคงจะให้น้ำหนักกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดค้าปลีก เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ดัชนีราคาผู้บริโภค และผลผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมทั้ง การรายงาน GDP ไตรมาส 1/57 ของจีน ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,334 และ 1,364 จุดขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,400 และ 1,420 จุด ตามลำดับ

ดัชนี DJIA ปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไร ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการณ์ไตรมาส 1/57 โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,170.22 จุด ลดลง 1.48% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนที่จะปรับฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับ รวมทั้ง การเปิดเผยรายงานการประชุมจากธนาคารกลางสหรัฐฯที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการสนับสนุนเศรษฐกิจมากกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับร่วงลงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยนักลงทุนลดการถือครองหุ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการณ์ไตรมาส 1/57

ดัชนี Nikkei ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน จากค่าเงินเยนที่กลับมาแข็งค่า โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 13,960.05 จุด ลดลง 7.33% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร ความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขการส่งออกที่อ่อนแอของจีน รวมทั้ง การแข็งค่าของเงินเยน หลังธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่ายังคงไม่มีการพิจารณาถึงมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในขณะนี้