วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจพีฯหั่นกำไรแบงก์ไทย

เจพีมอร์แกนคาดกำไรสุทธิ 9 แบงก์ไทย ไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ลดลง 2% จากงวดเดียวกันปีก่อน เหตุสินเชื่อหด

เจพีมอร์แกน ธนาคารชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐ ได้เผยแพร่งานวิเคราะห์ เรื่อง "แบงก์ไทยกับคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส1ปีนี้ไม่น่าตื่นเต้น แต่สามารถทำกำไรต่อหุ้นได้" ระบุว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเริ่มฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2557 ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเม.ย.นี้แล้ว และเจพีมอร์แกน คาดว่าผลประกอบการที่ออกมาไม่น่าตื่นเต้น ขณะที่สินเชื่อไม่มีการขยายตัว แต่กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) น่าจะช่วยหนุนผลประกอบการได้บ้าง

ทั้งนี้การเติบโตของค่าธรรมเนียมยังคงเป็นบวกยกเว้นรายได้เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ที่ส่งผลกระทบถึงธนาคารมีขนาดเล็กกว่า และที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต่างคุมเข้มงบใช้จ่ายของตัวเอง ซึ่งเจ.พี.มอร์แกนคิดว่าภาคธนาคารไทยจะสามารถคงผลตอบแทนจากหุ้นทุน (ROE) ไว้ที่ 16% ส่วนคุณภาพสินทรัพย์เสื่อมถอยลง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ในกลุ่มค้าปลีกและธุรกิจขนาดกลางถึงย่อมหรือเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันมีการเตือนด้วยว่าต้นทุนเกี่ยวกับสินเชื่อของธนาคารต่างๆ ปรับสูงขึ้นด้วย

รายงานของเจ.พี.มอร์แกน คาดว่ากำไรสุทธิโดยรวมของธนาคารพาณิชย์ไทย 9 แห่ง จะเท่ากับ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการขยายตัวติดลบ 2% ในไตรมาสแรกปีนี้ เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 5% หากเทียบไตรมาส 4/2556 สถานการณ์การปล่อยกู้ซื้อรถยนต์แสดงให้เห็นถึงการหดตัวอย่างมากของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของสินเชื่อย่ำแย่ รายได้จากค่าธรรมเนียมเกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่มาพร้อมกับต้นทุนสินเชื่อ

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่นั้น เจ.พี.มอร์แกน คาดว่าธนาคารกสิกรไทยจะมีกำไรเติบโตมากที่สุดเทียบปีต่อปี ด้วยแรงขับเคลื่อนของรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ย ขณะเดียวกันคาดว่าการเติบโตของกำไรสุทธิเทียบปีต่อปีของธนาคารกรุงไทยจะออกมาอ่อนแอที่สุด เนื่องจากต้นทุนปล่อยกู้สูงขึ้น และรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิออกมาไม่ดี ผลจากไม่มีเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์เข้ามาช่วย ส่วนธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์มีแนวโน้มจะแสดงผลประกอบการทรงตัว

เจ.พี.มอร์แกน มองว่าแนวโน้มรายได้กับการปรับตัวด้านการบริหารงานและการปรับลดเป้าหมายทางการเงิน มีเพียงกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) เท่านั้นที่ออกมาดี กรณีที่สินเชื่อไม่เติบโต และในที่สุดทำให้ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดเป้าหมายทางการเงิน ธนาคารจึงเพ่งเล็งไปที่การบริหารต้นทุน และควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อและคาดการณ์รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยส่วนใหญ่ สอดคล้องกับการทบทวนเป้าหมายการบริหารงานของธนาคาร

สิ่งที่อาจสร้างความแปลกใจ เป็นเรื่องต้นทุนการปล่อยกู้ในภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงเป็นระยะเวลายาวนานขึ้น และทั้งๆ ที่ดอกเบี้ยมาตรฐานปรับลดลง แต่ธนาคารพาณิชย์กลับปล่อยส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้เป็นผลจากภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจโดยรวม สถานการณ์เช่นนี้จะช่วยหนุนกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ นอกเหนือจากการตัดลดต้นทุนแหล่งเงินทุน เป็นผลจากการแข่งขันแย่งเงินฝากมีน้อยลง

เจ.พี.มอร์แกนระบุ กลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพ และยกให้ธนาคารกสิกรไทยกับธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารไทยเพียง 2 แห่งที่น่าลงทุนมากที่สุด เพราะเชื่อว่าธนาคารทั้งสองแห่งนั้นมีต้นทุนการบริหารงานที่ดีกว่า และมีความสามารถทำรายได้ได้มากกว่า รายงานชี้ว่าธนาคารกรุงเทพเป็นหุ้นปลอดภัยความเสี่ยงน้อย แต่ยังขาดปัจจัยหนุน ส่วนหุ้นธนาคารกรุงไทยราคาถูก แต่คิดว่าความเสี่ยงเรื่องผลประกอบการถือว่าสูงผลจากรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยกับแนวโน้มการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญนั้นไม่ค่อยดี

ขณะเดียวกันเจ.พี.มอร์แกน ยังคงไม่แนะนำธนาคารเน้นปล่อยกู้หรือให้สินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากยอดขายรถยนต์ซบเซา ค่าธรรมเนียมเกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อ ค่าธรรมเนียมเกี่ยวข้องกับตลาดทุน และคุณภาพสินทรัพย์ดูไม่ค่อยดี

ธปท.ยันแบงก์ไทยสถานะแข็งแกร่ง

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ แม้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะทำให้คุณภาพสินเชื่อเริ่มมีปัญหาขึ้นบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นระดับที่ธนาคารพาณิชย์จัดการได้ เพราะถ้าดูระดับการตั้งสำรองของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันพบว่า มีการตั้งสำรองต่อเงินสำรองพึงกันสูงถึง 168% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก

“จะเห็นว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แบงก์เองมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเขาเองก็กำไรส่วนหนึ่งมาใช้ในการตั้งสำรอง ทำให้เขามีเบาะมารองรับในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีนัก โดยเราเองค่อนข้างมั่นใจว่า แบงก์พาณิชย์สามารถดูแลตัวเองได้ และนอกจากดูแลตัวเองได้แล้ว ก็ยังมีศักยภาพที่จะช่วยประคับประคองลูกค้าของเขาได้ในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งเรามั่นใจว่า ระบบแบงก์พาณิชย์จะไม่ใช่ตัวที่สร้างแรงช็อกให้กับระบบเศรษฐกิจ”นางรุ่งกล่าว

โบรกไทยมองกำไรแบงก์ลด 5.5%

นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรไตรมาส1/2557 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ศึกษา 9 แห่ง พบว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 4.81 หมื่นล้านบาท ลดลง 5.4% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 1.7%จากงวดไตรมาส4/2556 โดยสาเหตุหลักที่สนับสนุนกำไรในไตรมาสนี้ ได้แก่ การที่สินเชื่อโตเพียงเล็กน้อย อัตรากำไรที่บางลง และการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นและคาดว่ากำไรของแบงก์กสิกรไทยจะโตสูงที่สุด

"เราเชื่อว่า KBANK จะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่กำไรจะโต มีสาเหตุสำคัญมาจากรายการพิเศษ แม้ว่าจะมีการตั้งสำรองในระดับที่สูงเพื่อดูแล NPL ที่กำลังเพิ่มขึ้น และสินเชื่อที่โตช้าเนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ นอกจากนี้ สินเชื่อที่โตอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของ non-NII ก็น่าจะช่วยสนับสนุนให้กำไรโตขึ้นในไตรมาสที่ 1/57".

นักวิเคราะห์บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยศึกษา ธนาคาร 10 แห่ง จะมีกำไรไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.81 หมื่นล้านบาท ลดลง 5.5%จากปีก่อน ถึงแม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะลดต่ำลง จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงจากการทำธุรกรรม รวมไปถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์ที่มูลค่าการซื้อขายในไตรมาส 1/2557 ปรับลดลงมากเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน นอกจากนี้กองทุนวายุภักษ์ที่หมดอายุลงในเดือน พ.ย.2556 ยังทำให้หลายธนาคารไม่ได้รับเงินปันผลเหมือนในปีที่ผ่านมา

"ทางฝ่ายคาดว่าธนาคารกสิกรไทย จะเป็นธนาคารเดียวที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน โดยคาดจะมีกำไรสุทธิ 1หมื่นล้านบาท ขณะที่ธนาคารอื่นคาดว่าจะลดลงทั้งหมด"

โยนบิ๊กล็อตแบงก์ใหญ่คึกคัก

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2557 ในกระดานซื้อขายรายใหญ่ (บิ๊กล็อต) มีการทำรายการหุ้นแบงก์กรุงเทพ 5.6 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1 พันล้านบาท หุ้นกสิกรไทย 0.1 ล้านหุ้น มูลค่า 32 ล้านบาท และหุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ 6.2 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1 พันล้านบาท