วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คุณค่า'ไผ่แตกกอ'คุณานันทกุล'

มีคำพูดที่ว่าไม่สำคัญว่าคุณจะล้มกี่ครั้ง แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าคุณลุกขึ้นยืนได้เร็วแค่ไหน และจะทำอนาคตให้ดีขึ้นได้อย่างไร ผมเชื่อในสิ่งนี้

แน่นอนคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับการเลือกเดินบนเส้นทางที่รัก ซึ่งเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และอาจจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่หลากหลาย จะว่าไปแล้วคงเปรียบเหมือนไผ่แตกกอ ที่ต้องหยัดยืนด้วยตัวของตัวเอง

นี่คือชีวิตของ "พิสิทธิ์ คุณานันทกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คุณค่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทายาทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างบริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

"ผมมีความเชื่อว่า การทำธุรกิจที่หลากหลายที่สุดมันจะเอื้อกัน คิดว่าเป็นการต่อยอดมากกว่า ธุรกิจครอบครัวของผมเองก็ดำเนินมายาวนานกว่า 60 ปีแล้ว และก็คงไม่มีปัญหาหากผมจะเดินออกมาแตกไลน์ธุรกิจใหม่"

เขาบอกว่าตัวเขานั้นโชคดีเพราะรู้ถึงความต้องการที่แท้ และความแน่วแน่ของตัวเอง

พิสิทธิ์นั้นมีความหลงใหล คลั่งไคล้เป็นพิเศษในเรื่องของเทคโนโลยี สินค้าที่มีนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถทุกชนิด

"ตั้งแต่ที่เรียนมัธยมต้น ผมก็รู้แล้วว่าอายุ 40 ผมจะทำอะไร อยู่ตรงไหน อายุ 50 จะอยู่ตรงไหน อายุ 60 ปีผมจะต้องอยู่ตรงไหน แต่ที่ไม่รู้ก็คือ ในอนาคตข้างหน้าผมจะทำได้อย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า"

เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการดีไซน์ และปริญญาโท ด้านบริหารจัดการระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงเรื่องของการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก

" ผมพยายามเลือกเรียนในศาสตร์ที่คิดว่าตัวเองจะสามารถนำไปใช้ให้มากที่สุด มีหลายคนสงสัยว่าผมเรียนด้านดีไซน์แต่ทำไมไม่ทำงานด้านการออกแบบ นั่นเป็นเพราะในการทำธุรกิจผมจะต้องเลือกสินค้า ซึ่งถ้าจะรู้ว่าสินค้าดีหรือไม่ เราต้องรู้ขั้นตอนในเชิงลึก"

ภายหลังที่เรียนจบ พิสิทธิ์์ได้เข้าไปช่วยธุรกิจครอบครัวเพียง 4-5 ปี ก็ตัดสินใจเปิดธุรกิจของตัวเอง โดยทางครอบครัวก็ให้การสนับสนุนผ่านรูปแบบของกำลังใจเท่านั้น

ธุรกิจรถกอล์ฟ ก็คือ จุดสตาร์ท

"ผมเปิดบริษัทนำเข้ารถกอล์ฟ และเจาะตลาดทั้งในและนอกสนามกอล์ฟ ซึ่งถือได้ว่าเราเป็นเจ้าแรกที่เริ่มทำตลาดรถกอล์ฟนอกสนาม เช่น ตลาดรีสอร์ท โรงแรม และห้างสรรพสินค้า ธุรกิจกอล์ฟเปิดมากว่าสิบปีแล้วแต่ปัจจุบันก็ยังคงดำเนินอยู่"

และเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา พิสิทธิ์มีโอกาสเอื้อมถึงอีกหนึ่งความหลงใหลที่มีเป็นการส่วนตัวของเขา นั่นก็คือ การได้รับสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม KTM จากประเทศออสเตรีย

เพราะเขานั้นเป็นแฟนพันธ์แท้ของบิ๊กไบค์ยี่ห้อ KTM

ถึงขั้นที่ว่าก่อนหน้าจะได้รับสิทธิเป็นตัวแทนจำหน่าย เขาได้วนเวียนเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานผลิต เพื่อไปขอชม ขอสัมผัสบิ๊กไบค์แบรนด์นี้ถึงที่ประเทศออสเตรีย ชนิดหัวบันไดไม่เคยแห้ง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อผู้บริหาร KTM มีความพร้อมจะเปิดตลาดในประเทศไทยจึงได้ตัดสินใจเลือกบริษัทคุณค่าของพิสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยว่า นอกเหนือจากความชอบและใจรักแล้ว ได้มีการทำ SWOT หาโอกาสอุปสรรค หรือไม่

คำตอบก็คือ ต้องทำอย่างแน่นอน แม้จะรู้ดีว่า KTM เป็นสินค้าดีมีคุณภาพ แต่พิสิทธ์ยืนยันว่ายังต้องทำการสำรวจว่าโอกาสทางการตลาดมีอยู่มากน้อยเพียงไร

"ผมพบว่า ข้อเสียมีอยู่ตรงเรานำเข้ามาเปิดตลาดช้ากว่าแบรนด์อื่น ๆ ที่เขาทำล่วงหน้าเป็นสิบปีแล้ว เราจึงกลายเป็นน้องใหม่ในวงการบิ๊กไบด์"

ทางตรงข้าม พิสิทธิ์มีความมั่นใจว่า KTM เป็นสินค้าที่มีความเป็นสุดยอดหรือ High Performance

"สินค้าแบรนด์นี้ไม่ได้ดีไซน์หรือผลิตเพื่อเอาใจตลาด หรีอให้มีราคาถูกที่สุด แต่การตลาดมีความก็คือรุกมอเตอร์สปอร์ต เขาทำรถเพื่อการแข่งขัน เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะรถได้อย่างเต็มที่ และยังแสดงให้เห็นถึงแผนธุรกิจเพื่อการเติบโตไปในอีกห้าปี สิบปีข้างหน้าอยางมั่นคง"

ทำให้ตัวเขาเองก็มีความเชื่อมั่น และมองเห็นอนาคตได้ชัดว่า KTM จะประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับในตลาดเมืองไทยอย่างแน่นอน

แต่ก่อนอื่นใด เขาจำเป็นต้องแก้โจทย์ของการเป็นผู้ที่เข้ามาทีหลัง การเป็นน้องใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ซึ่งมองว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือ "บริการหลังการขาย" (Best After Sell Service)

" ทุกวันนี้ในเรื่องของการตลาดครึ่งหนึ่ง เราทำตามวิธีการของบริษัทแม่ แต่อีกครึ่งหนึ่งเรามีการปรับใช้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย ที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่น ต่างไปจากคนยุโรปหรืออเมริกันที่เขาจะทำตามกฏระเบียบตรงไปตรงมา เราจึงมีการสำรวจความพึงพอใจ ฟังเสียงของลูกค้าด้วยว่า เขาต้องการให้เราปรับหรือทำอะไรบ้าง "

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ KTM จึงเติบโตแบบเท่าตัวในทุกๆ ปี และตัวพิสิทธิ์เองก็บอกว่าไม่ได้หมายถึงไม่ต้องทำอะไรต่อ การทำธุรกิจหมายถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และต้องพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นทุกๆ วัน

เคยล้มหรือผิดพลาดหรือไม่? เขาบอกว่าทุกอย่างคือประสบการณ์ชีวิต

"มีคำพูดที่ว่า มันไม่สำคัญว่าคุณจะล้มกี่ครั้ง แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าคุณลุกขึ้นยืนได้เร็วแค่ไหน ผมเชื่อในสิ่งนี้"

เขามองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ล้มได้ แต่ก็ควรรีบลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไป ต้องอย่ากลัวความผิดจนไม่กล้าคิดและลงมือทำ เพราะเมื่อผิดพลาดก็รีบแก้ตัวใหม่ อย่ามัวกังวล เสียเวลาเพื่อคิดว่าทำไมจึงผิด ตรงกันข้าม ควรต้องคิดถึงโจทย์สำคัญนั่นคือ...แล้วเราจะทำอนาคตให้ดีขึ้นได้อย่างไร

"ตอนนี้ผมทำในสิ่งที่รักในช่วงอายุที่ผมคิดและวางแผนไว้ ถามว่าอะไรคือเป้าหมายของผม คงเป็นการผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง ที่เป็นของคนไทย ชื่อไทย โดยที่ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอบไม่ได้ว่าจะเป็นสินค้าอะไร แต่อย่างน้อยต้องทำให้ต่างชาติรับรู้ ชื่นชม ว่าสินค้าที่ผลิตเป็นของดี มีคุณภาพ แปลกแตกต่าง ดีไซน์เป็นเลิศ และต้องเมดอินไทยแลนด์"

ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจาก Dean L. Kamen นักประดิษฐ์คิดค้น ชาวอเมริกัน และสิ่งที่คิดค้นจากความอัจฉริยะของเขานั้นได้รับการจดสิทธิบัตรจำนวนมาก ประเด็นสำคัญก็คือสิ่งเหล่านั้นล้วนสร้างประโยชน์และความสุขให้กับมวลมนุษยชาติทั้งสิ้น

"ชีวิตของเขาต้องมีส่วนในการทำให้โลกที่ดีและน่าอยู่มากขึ้น ทำให้คนมีความสุข คือสิ่งที่เขาพูด คือสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่ผมพยายามนำมาปรับใช้กับชีวิต และหากมีโอกาสหรือเวลาผมจะพยายามทำเช่นเขาเท่าที่จะทำได้"