มีคำพูดที่ว่าไม่สำคัญว่าคุณจะล้มกี่ครั้ง แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าคุณลุกขึ้นยืนได้เร็วแค่ไหน และจะทำอนาคตให้ดีขึ้นได้อย่างไร ผมเชื่อในสิ่งนี้
แน่นอนคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับการเลือกเดินบนเส้นทางที่รัก ซึ่งเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และอาจจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่หลากหลาย จะว่าไปแล้วคงเปรียบเหมือนไผ่แตกกอ ที่ต้องหยัดยืนด้วยตัวของตัวเอง
นี่คือชีวิตของ "พิสิทธิ์ คุณานันทกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คุณค่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทายาทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างบริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
"ผมมีความเชื่อว่า การทำธุรกิจที่หลากหลายที่สุดมันจะเอื้อกัน คิดว่าเป็นการต่อยอดมากกว่า ธุรกิจครอบครัวของผมเองก็ดำเนินมายาวนานกว่า 60 ปีแล้ว และก็คงไม่มีปัญหาหากผมจะเดินออกมาแตกไลน์ธุรกิจใหม่"
เขาบอกว่าตัวเขานั้นโชคดีเพราะรู้ถึงความต้องการที่แท้ และความแน่วแน่ของตัวเอง
พิสิทธิ์นั้นมีความหลงใหล คลั่งไคล้เป็นพิเศษในเรื่องของเทคโนโลยี สินค้าที่มีนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถทุกชนิด
"ตั้งแต่ที่เรียนมัธยมต้น ผมก็รู้แล้วว่าอายุ 40 ผมจะทำอะไร อยู่ตรงไหน อายุ 50 จะอยู่ตรงไหน อายุ 60 ปีผมจะต้องอยู่ตรงไหน แต่ที่ไม่รู้ก็คือ ในอนาคตข้างหน้าผมจะทำได้อย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า"
เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการดีไซน์ และปริญญาโท ด้านบริหารจัดการระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงเรื่องของการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก
" ผมพยายามเลือกเรียนในศาสตร์ที่คิดว่าตัวเองจะสามารถนำไปใช้ให้มากที่สุด มีหลายคนสงสัยว่าผมเรียนด้านดีไซน์แต่ทำไมไม่ทำงานด้านการออกแบบ นั่นเป็นเพราะในการทำธุรกิจผมจะต้องเลือกสินค้า ซึ่งถ้าจะรู้ว่าสินค้าดีหรือไม่ เราต้องรู้ขั้นตอนในเชิงลึก"
ภายหลังที่เรียนจบ พิสิทธิ์์ได้เข้าไปช่วยธุรกิจครอบครัวเพียง 4-5 ปี ก็ตัดสินใจเปิดธุรกิจของตัวเอง โดยทางครอบครัวก็ให้การสนับสนุนผ่านรูปแบบของกำลังใจเท่านั้น
ธุรกิจรถกอล์ฟ ก็คือ จุดสตาร์ท
"ผมเปิดบริษัทนำเข้ารถกอล์ฟ และเจาะตลาดทั้งในและนอกสนามกอล์ฟ ซึ่งถือได้ว่าเราเป็นเจ้าแรกที่เริ่มทำตลาดรถกอล์ฟนอกสนาม เช่น ตลาดรีสอร์ท โรงแรม และห้างสรรพสินค้า ธุรกิจกอล์ฟเปิดมากว่าสิบปีแล้วแต่ปัจจุบันก็ยังคงดำเนินอยู่"
และเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา พิสิทธิ์มีโอกาสเอื้อมถึงอีกหนึ่งความหลงใหลที่มีเป็นการส่วนตัวของเขา นั่นก็คือ การได้รับสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม KTM จากประเทศออสเตรีย
เพราะเขานั้นเป็นแฟนพันธ์แท้ของบิ๊กไบค์ยี่ห้อ KTM
ถึงขั้นที่ว่าก่อนหน้าจะได้รับสิทธิเป็นตัวแทนจำหน่าย เขาได้วนเวียนเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานผลิต เพื่อไปขอชม ขอสัมผัสบิ๊กไบค์แบรนด์นี้ถึงที่ประเทศออสเตรีย ชนิดหัวบันไดไม่เคยแห้ง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อผู้บริหาร KTM มีความพร้อมจะเปิดตลาดในประเทศไทยจึงได้ตัดสินใจเลือกบริษัทคุณค่าของพิสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยว่า นอกเหนือจากความชอบและใจรักแล้ว ได้มีการทำ SWOT หาโอกาสอุปสรรค หรือไม่
คำตอบก็คือ ต้องทำอย่างแน่นอน แม้จะรู้ดีว่า KTM เป็นสินค้าดีมีคุณภาพ แต่พิสิทธ์ยืนยันว่ายังต้องทำการสำรวจว่าโอกาสทางการตลาดมีอยู่มากน้อยเพียงไร
"ผมพบว่า ข้อเสียมีอยู่ตรงเรานำเข้ามาเปิดตลาดช้ากว่าแบรนด์อื่น ๆ ที่เขาทำล่วงหน้าเป็นสิบปีแล้ว เราจึงกลายเป็นน้องใหม่ในวงการบิ๊กไบด์"
ทางตรงข้าม พิสิทธิ์มีความมั่นใจว่า KTM เป็นสินค้าที่มีความเป็นสุดยอดหรือ High Performance
"สินค้าแบรนด์นี้ไม่ได้ดีไซน์หรือผลิตเพื่อเอาใจตลาด หรีอให้มีราคาถูกที่สุด แต่การตลาดมีความก็คือรุกมอเตอร์สปอร์ต เขาทำรถเพื่อการแข่งขัน เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะรถได้อย่างเต็มที่ และยังแสดงให้เห็นถึงแผนธุรกิจเพื่อการเติบโตไปในอีกห้าปี สิบปีข้างหน้าอยางมั่นคง"
ทำให้ตัวเขาเองก็มีความเชื่อมั่น และมองเห็นอนาคตได้ชัดว่า KTM จะประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับในตลาดเมืองไทยอย่างแน่นอน
แต่ก่อนอื่นใด เขาจำเป็นต้องแก้โจทย์ของการเป็นผู้ที่เข้ามาทีหลัง การเป็นน้องใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ซึ่งมองว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือ "บริการหลังการขาย" (Best After Sell Service)
" ทุกวันนี้ในเรื่องของการตลาดครึ่งหนึ่ง เราทำตามวิธีการของบริษัทแม่ แต่อีกครึ่งหนึ่งเรามีการปรับใช้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย ที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่น ต่างไปจากคนยุโรปหรืออเมริกันที่เขาจะทำตามกฏระเบียบตรงไปตรงมา เราจึงมีการสำรวจความพึงพอใจ ฟังเสียงของลูกค้าด้วยว่า เขาต้องการให้เราปรับหรือทำอะไรบ้าง "
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ KTM จึงเติบโตแบบเท่าตัวในทุกๆ ปี และตัวพิสิทธิ์เองก็บอกว่าไม่ได้หมายถึงไม่ต้องทำอะไรต่อ การทำธุรกิจหมายถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และต้องพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นทุกๆ วัน
เคยล้มหรือผิดพลาดหรือไม่? เขาบอกว่าทุกอย่างคือประสบการณ์ชีวิต
"มีคำพูดที่ว่า มันไม่สำคัญว่าคุณจะล้มกี่ครั้ง แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าคุณลุกขึ้นยืนได้เร็วแค่ไหน ผมเชื่อในสิ่งนี้"
เขามองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ล้มได้ แต่ก็ควรรีบลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไป ต้องอย่ากลัวความผิดจนไม่กล้าคิดและลงมือทำ เพราะเมื่อผิดพลาดก็รีบแก้ตัวใหม่ อย่ามัวกังวล เสียเวลาเพื่อคิดว่าทำไมจึงผิด ตรงกันข้าม ควรต้องคิดถึงโจทย์สำคัญนั่นคือ...แล้วเราจะทำอนาคตให้ดีขึ้นได้อย่างไร
"ตอนนี้ผมทำในสิ่งที่รักในช่วงอายุที่ผมคิดและวางแผนไว้ ถามว่าอะไรคือเป้าหมายของผม คงเป็นการผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง ที่เป็นของคนไทย ชื่อไทย โดยที่ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอบไม่ได้ว่าจะเป็นสินค้าอะไร แต่อย่างน้อยต้องทำให้ต่างชาติรับรู้ ชื่นชม ว่าสินค้าที่ผลิตเป็นของดี มีคุณภาพ แปลกแตกต่าง ดีไซน์เป็นเลิศ และต้องเมดอินไทยแลนด์"
ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจาก Dean L. Kamen นักประดิษฐ์คิดค้น ชาวอเมริกัน และสิ่งที่คิดค้นจากความอัจฉริยะของเขานั้นได้รับการจดสิทธิบัตรจำนวนมาก ประเด็นสำคัญก็คือสิ่งเหล่านั้นล้วนสร้างประโยชน์และความสุขให้กับมวลมนุษยชาติทั้งสิ้น
"ชีวิตของเขาต้องมีส่วนในการทำให้โลกที่ดีและน่าอยู่มากขึ้น ทำให้คนมีความสุข คือสิ่งที่เขาพูด คือสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่ผมพยายามนำมาปรับใช้กับชีวิต และหากมีโอกาสหรือเวลาผมจะพยายามทำเช่นเขาเท่าที่จะทำได้"









