วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองฉุดศก.โตต่ำสุดในอาเซียน

ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์เศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวมว่า จะขยายตัว 4.9% ในปีนี้ ลดลง 0.2% จากที่คาดการณ์เดิม 4.7%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ว่า เป็นการลงลึกถึงคาดการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวมว่า จะขยายตัว 4.9% ในปีนี้ ซึ่งลดลง 0.2% จากที่คาดการณ์เดิม 4.7% ในเดือนม.ค.

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังคาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ของไทย ที่ระดับ 2.5% ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีไทย จะขยายตัว 3.8% ขณะที่เงินเฟ้อของไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% ส่วนปีหน้า 2.1%

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 7 เม.ย. ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ลง 1.5% สู่ระดับ 3.0% และปรับลดลง 0.5% สู่ระดับ 4.5% ในปีหน้า ซึ่งต่างก็เป็นระดับต่ำสุดของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ขณะที่ รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียและไทย ฉบับล่าสุด ของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ในปีที่แล้ว เอดีบี เคยคาดการณ์จีดีพีไทย ปี 2557 ว่า จะโต 5% และเมื่ออัพเดทอีกครั้งในเดือนต.ค. ปีก่อน ก็ไล่ปรับลงมาเหลือ 4-4.5% ตอนนี้ปรับแบบลดลงมาที่ปัจจุบัน ซึ่งขยายตัวที่ 2.9% ถือเป็นระดับต่ำสุดในอาเซียน เช่นกัน

ในรายงานของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า แนวโน้มระยะใกล้ในไทยนั้น ยังคง อึมครึม อันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ในเวลาที่ความต้องการหรือดีมานด์ภาคเอกชนยิ่งอ่อนแอ และการลงทุนของภาครัฐเกิดความล่าช้า ตรงข้ามกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเป็นบวกมากกว่า และการเติบโตของทั้งสองประเทศคาดว่าจะยังคงสดใส

ส่วนการเติบโตของอินโดนีเซียคาดว่าจะชะลอตัวปีนี้ ในขณะที่บรรยากาศความรู้สึกอยากลงทุนลดลง และต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ แม้ว่าการอ่อนค่าของสกุลเงินอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2556 ควรช่วยส่งเสริมกระตุ้นการส่งออกของประเทศแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจบรูไน จะโต 5.4% ในปีนี้ กัมพูชา 7.2% อินโดนีเซีย 5.4% ลาว 7.5% มาเลเซีย 5.2% พม่า 7.8% ฟิลิปปินส์ 6.5% สิงคโปร์ 3.6% และ เวียดนาม 5.6%

ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ในประเทศตลาดเกิดใหม่นั้น จุดอ่อนของประเทศ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงในประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ดียังคงมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ อาจชะลอตัวลงไปอีก

นายโอลิวิเยร์ บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ขณะที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มดีขึ้น แต่นักลงทุนก็จะลดการเพิกเฉยต่อปัญหาของประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงปัญหาเรื่องยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ระดับสูงหรือภาระหนี้สินที่ระดับสูง

ปัญหาทางการเงินที่เคยเกิดขึ้นในฤดูร้อนปีที่แล้วและในช่วงต้นปีนี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง โดยปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องกระแสเงินลงทุนจำนวนมากที่ไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมที่จะปรับลดวงเงินในมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ไอเอ็มเอฟ ประกาศเตือนด้วยว่า ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกในเรื่องยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดย สหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ กำลังดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เพื่อคัดค้านการที่รัสเซียผนวกไครเมียของยูเครนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย โดยรัสเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ให้แก่ยุโรป และเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายสำคัญ

ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ อาจได้รับผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น ถ้าหากภาวะปั่นป่วนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปส่งผลให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดการเงินโลก หรือถ้าหากการค้าและการเงินถูกกระทบจากการดำเนินมาตรการคว่ำบาตร และมาตรการต่อต้านการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่การผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอาจประสบเหตุขัดข้องด้วย

รายงานของไอเอ็มเอฟแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับภาวะ ชะงักงันเป็นเวลาระยะหนึ่ง ถ้าหากไม่มีการดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง โดยเฉพาะ นโยบายของเจ้าหน้าที่ยูโรโซนและญี่ปุ่น หลายประเทศจะจัดการเลือกตั้งระดับประเทศในปีนี้ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากให้แก่ความสามารถของแต่ละประเทศในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจที่ยาก ลำบาก

"การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองก่อให้เกิดปัญหาทางงบประมาณ และปัญหาเศรษฐกิจมหภาคที่ยากลำบากมาก และช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก" นายบลองชาร์ด กล่าว

ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ และมีแนวโน้มว่าประเทศตลาดเกิดใหม่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจตกต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่จีนปรับเปลี่ยนพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการลงทุน และหันมาพึ่งพาการบริโภคแทน

"นโยบายการคลังจำเป็นต้องดำเนินบทบาทที่สำคัญ ถ้าหากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน โดยในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาก็คือการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ที่ตั้งเป้าหมายไปยังการหนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น" ไอเอ็มเอฟ ระบุในรายงาน

ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟ แถลงปรับคาดการณ์ศรษฐกิจโลก ว่าจะขยายตัว 3.6% ในปีนี้ ต่ำกว่าที่คาดไว้ในเดือนม.ค. เล็กน้อย และจะขยายตัว 3.9% ในปีหน้า ซึ่งการขยายตัวในปี 2015 จะเป็นปีที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่การผลิตในกลุ่มประเทศมั่งคั่งดีดตัวขึ้น แต่ก็เตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่