วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนการเมืองฉุดจีดีพีต่ำ3%

เตือนการเมืองฉุดจีดีพี ต่ำ 3% กระทบจ้างงาน-เสี่ยงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

วานนี้ (8 เม.ย.) คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบวิกฤติการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่างเห็นพ้องว่าขณะนี้การเมืองได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะยุติลงเมื่อไร มีประเด็นสำคัญดังนี้

สศช.ประเมินฉุดจีดีพีต่ำกว่าเป้า

นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช. ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ลงจากเดิม คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 4-5% เหลือ 3-4% โดยรวมเอาปัจจัยต่างๆ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐทั้งโครงการด้านการคมนาคมขนส่งและโครงการบริหารจัดการน้ำรวม 1.4 แสนล้านบาทที่มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ลงทุนในปี 2557 ออกไปจากการคำนวณจีดีพี รวมทั้งรวมเอาผลกระทบจากการเมืองที่จะกระทบต่อการท่องเที่ยว การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคที่มีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องเอาไว้แล้ว

จากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2557 สศช.พบว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณที่ดีขึ้นโดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เดิมสศช.คาดว่าในปีนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะเติบโตได้ 5-7% โดยส่วนหนึ่งมาจากฐานการส่งออกที่ต่ำมากในปี 2556

อย่างไรก็ตาม พบว่า การส่งออกในเดือนม.ค.-ก.พ. ในภาพรวมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% และมีปริมาณการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นเพียง 2% ขณะที่หากไม่นับรวมการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงประเภททองคำพบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการส่งออกยังไม่อยู่ในทิศทางที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายการส่งออกที่ 5%

หากการส่งออกไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะเป็นตัวฉุดให้จีดีพีในปีนี้ขยายตัวได้ไม่ถึง 3% เนื่องจากตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคของประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองไปที่ยืดเยื้อ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการส่งออกเป็นพิเศษ

“ตอนนี้หน่วยงานต่างๆ ก็ทยอยปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่วน สศช.คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3-4% เมื่อดูแนวโน้ล้มแวจะค่อนไปทาง 3% มากกว่า 4% เพราะดูสัญญาณในเดือนม.ค.-ก.พ. แล้ว ยังไม่มีตัวชี้วัดใดปรับตัวดีขึ้น ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับ 3% ก็มีความจำเป็นเนื่องจากหากจีดีพีต่ำกว่านี้ก็อาจจะกระทบการจ้างงาน เพราะในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.9% โดยอาศัยการบริโภคและลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก หากสามารถเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาจะสามารถประคับประคองการจ้างงานในประเทศต่อไปในระดับเดิมได้” นายปรเมธี กล่าว

'ธีระชัย'เตือนลามเป็นวิกฤติศก.

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและการบริโภคของประชาชน ซึ่งทั้งสองส่วนนี้กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายธีระชัย กล่าวว่าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายต่อการคาดเดาว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติลงเมื่อใด เพราะแม้ภายในเดือนนี้จะมีการตัดสินคดีความทางการเมืองโดยกระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่แน่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติได้หรือไม่ โดยมองว่าหากไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้วิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ในทางตรงกันข้ามหากสามารถยุติปัญหาได้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็จะกลับมาได้รวดเร็ว

“ปัญหาทางเศรษฐกิจอาจจะเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การยุติปัญหาทางการเมือง เพราะถ้าการเมืองยิ่งฉุดให้เศรษฐกิจหัวทิ่มลงไปก็จะเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย คาดว่าคู่ขัดแย้งทางการเมืองเข้าใจเรื่องนี้ดีและคงมีกระบวนการในการเจรจากันอยู่เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติมากไปกว่านี้”นายธีระชัยกล่าว

สมาคมแบงก์แนะมุ่งส่งออก

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ คาดว่าจะยังไม่สามารถที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จึงไม่สามารถทำได้เลย และหากในครึ่งหลังของปีนี้ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้อีก จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างสาหัส โดยเฉพาะการที่ไม่สามารถจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 ได้จะทำให้ขาดงบลงทุนของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมหาข้อยุติโดยเร็วเพื่อให้มีรัฐบาลโดยเร็วที่สุด โดยเป็นรัฐบาลที่สามารถทำงานได้และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จึงจะเป็นรัฐบาลที่สามารถเดินหน้าปฏิรูปประเทศได้

สำหรับการบริโภคในประเทศปรับตัวลดลงส่วนหนึ่งมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้นเห็นได้จากยอดภาระหนี้สินครัวเรือน ณ เดือนธ.ค. 2555 อยู่ที่ 2.9 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2556 ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 ล้านล้านบาท หรือในรอบปีหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนล้านบาท

ส่วนยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของ เอสเอ็มอี เพิ่มจาก 56,000 ล้านบาท เป็น 72,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในช่วงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การส่งออกจะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะในช่วงเดือนม.ค. การส่งออกไปยังสหรัฐ ยุโรป จีน อาเซียนขยายตัวสูงขึ้นจากปีก่อน เช่น จีน เพิ่มขึ้น 1.4% ยุโรป 2.2% และสหรัฐ 8% ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

“เอกชนไม่สามารถรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐได้สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์แบบนี้คือโฟกัสตลาดส่งออกให้ชัด และจับมือกันเป็นคลัสเตอร์ทำตลาดภายนอกประเทศ โดยตลาดใหญ่ๆ อย่าง แอฟริกา ตะวันออกกลาง และตลาดจีนยังมีโอกาสทางธุรกิจสูง”

เวิลด์แบงก์ชี้หนี้ครัวเรือนเสี่ยง

ด้าน นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า จีดีพีของไทยในปีนี้จะขยายตัว 3% แต่โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตลาดโลกฟื้นตัว ทำให้มีรายได้จากการส่งออกเพิ่ม แนวโน้มราคาน้ำมันลดลง อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ การลดอัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคล สำหรับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติยังไหลเข้ามาในแถบอาเซียนมีสัดส่วนถึง 50% ของเงินลงทุนโลก นับว่าเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพมาก ทำให้ไทยมีโอกาสจากเงินลงทุนดังกล่าว

"แต่หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อาจทำให้จีดีพีลดลงและถึงขั้นติดลบได้ เพราะความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลง"

นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากปัญหาทางการเมืองที่กระทบเศรษฐกิจในระยะสั้น ยังมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูง รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงจากปัญหาการเมือง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง รวมถึงความล่าช้าจากเงินลงทุนของภาครัฐจากปัญหาการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงความไม่ต่อเนื่องของนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งการศึกษาและการกระจายรายได้ของไทย ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในเอเชียตะวันออก และปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองด้วย จึงควรแก้ไขอย่างจริงจัง