เจซีอาร์หั่น'แนวโน้ม'เครดิตไทย จาก'เสถียรภาพ'เป็น'ลบ' ระบุการเมืองกระทบหนัก เอกชนหวั่นกระทบการลงทุนจากญี่ปุ่น เบนเข็มลงทุนเพื่อนบ้าน
"เจซีอาร์" บริษัทเรทติ้งชั้นนำของญี่ปุ่น ปรับลดแนวโน้มเครดิตจาก "เสถียรภาพ" เป็น "ลบ" แต่คงเรทติ้งไทยที่ระดับ A- ระบุมาจากความขัดแย้งการเมือง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว-เสี่ยงสูง ยังมองไม่เห็นทางออก ด้านเอกชนหวั่นกระทบลงทุนจากญี่ปุ่น ขณะ"อิสระ"ชี้ทำให้ไทยเสียโอกาส นักลงทุนญี่ปุ่นเบนเข็มลงทุนเพื่อนบ้าน
บริษัท เจแปน เครดิต เรทติ้ง เอเยนซี่ (JCR) เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายแรกที่ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทย จากมี "เสถียรภาพ" เป็น "เชิงลบ" โดยเหตุผลหลักมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะยุติอย่างไร
เจซีอาร์ ไม่ใช่บริษัทแรกที่ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางการเมืองกับการจัดเครดิตของประเทศไทย โดยก่อนหน้านั้น บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ คือ บริษัท Fitch Ratings (Fitch) บริษัท Moody’s Investors Service (Moody’s) และ บริษัท Standard and Poor’s (S&P’s) ได้กล่าวเตือนว่าอาจทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของไทย หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้
นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่าเจซีอาร์ ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-Term Senior Debts) ที่ระดับ A- และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Local Currency Long-Term Senior Debts) ที่ระดับ A อย่างไรก็ดี ได้มีการปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือเป็นลบ (Negative Outlook)
เจซีอาร์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อโดยได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเมืองในไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 หลังจากที่ชะลอตัวลงเนื่องจากการหดตัวของอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.9% ในปี 2556 จาก 6.5% ในปี 2555
"ความไม่สงบทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยเกิดจากปัญหาที่หยั่งรากลึกและซับซ้อนที่บางส่วนเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคและระหว่างชนบทกับเขตเมืองที่เป็นผลพวงจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และ การช่วงชิงระหว่างกลุ่มอำนาจเกิดใหม่ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นศูนย์กลาง และกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว"
ชี้ฐานะการคลัง-ธนาคารยังแกร่ง
แต่ เจซีอาร์ ยังเห็นว่า สถานะทางการคลังที่แข็งแกร่งโดยเปรียบเทียบของรัฐบาล ระบบธนาคารที่มีเสถียรภาพ และดุลภาคต่างประเทศที่เข้มแข็งโดยเปรียบเทียบทำให้ประเทศไทยแทบไม่มีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่วิกฤติการเงินหรือวิกฤติสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้ออาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต
นอกจากนี้หากวิกฤติการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไปในภาวะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงติดลบ อาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศอันเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ลงและส่งผลให้ดุลการชำระเงินขาดดุลได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้สถานะสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศอ่อนแอลง
นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่า การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจะล่าช้าออกไปเนื่องจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเมือง
เจซีอาร์ ระบุว่าจะเฝ้าติดตามพัฒนาการในอนาคตของสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ และจะดำเนินการเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป หากข้อกังวลดังกล่าวข้างต้นกลายเป็นจริง
หอการค้าหวั่นญี่ปุ่นเบนเข็มลงทุน
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่าหากข้อมูลจากบริษัทดังกล่าวเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนชาวญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมาก เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศมากที่สุด
นอกจากนั้นญี่ปุ่นเองก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนมายังประเทศไทยเพิ่มเติม แต่เมื่อมีความเห็นในเชิงลบในลักษณะนี้คาดว่านักลงทุนชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวอาจจะชะลอการลงทุนในประเทศไทยออกไปก่อน ซึ่งการชะลอออกไปอาจหมายถึงการปรับแผนเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นในอาเซียนแทนประเทศไทย
“ก็ถือว่าเสียโอกาส เพราะการชะลอแผนการลงทุนในประเทศไทย อาจหมายถึงการไปลงทุนในประเทศอื่นๆ แทนเพราะปัญหาทางการเมืองยังยืดเยื้อ เขาก็รอไม่ได้แล้วเพราะก่อนหน้านี้ก็รอมา 6 เดือนแล้วแต่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน”นายอิสระกล่าว
ระบุเอกชนประเมินการเมืองไม่ออก
สำหรับ ข้อเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง ซึ่งมีอำนาจเต็ม แต่อาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นายอิสระกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงความเห็นเรื่องนี้ ในหอการค้าก็ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ที่จะล่าช้าออกไป คาดว่าหากได้รัฐบาลโดยเร็วก็จะยังสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ขณะนี้ภาคเอกชนจึงยังไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวมากนัก
“เราก็ยังไม่ได้มองอะไร เพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น ตอนนี้ในทางการเมืองก็มีการประเมินไปล่วงหน้ามาก เราในฐานะภาคธุรกิจก็ดำเนินธุรกิจไปตามปกติ เรายังไม่ได้กังวลอะไร”นายอิสระกล่าว
นายอิสระกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตามก็มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) บางรายโดยเฉพาะในธุรกิจภาคบริการ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม ที่เริ่มต้องลดค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลงโดยการปรับลดรายจ่ายประจำ โดยบางรายก็ลดการจ้างงานลง จึงจะเห็นว่าการว่างงานจะค่อยๆเพิ่มขึ้น
นายอิสระ คาดว่าหากปัญหาทางการเมืองยิ่งยืดเยื้อไปก็จะมีเอสเอ็มอีที่จะต้องหยุดกิจการมากขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงทางธุรกิจของเอสเอ็มอีแต่ละราย ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองมากนักเนื่องจากในปีนี้การส่งออกยังดีอยู่จึงยังไม่มีการลดคนงานลง
ส.อ.ท.ชี้กระทบภาพลักษณ์ลงทุน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองประธาน และว่าที่ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสามารถตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้ รวมทั้งมีแผนที่จะออกไปโปรโมทการลงทุนต่างประเทศ ก็จะช่วยแก้ไขภาพลักษณ์ต่อนักลงทุนต่างชาติได้ส่วนหนึ่งแต่ทั้งนี้ การที่ไทยไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ก็ทำให้การขัดเคลื่อนนโยบายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศทำได้ลำบาก ดังนั้นภาคราชการ และเอกชน จะต้องร่วมมือสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติ โดยในส่วนของ ส.อ.ท. จะเข้าไปพบปะนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งหอการค้าต่างชาติที่อยู่ในไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในทิศทางของประเทศไทย โดยจะชูจุดแข็งของประเทศ ได้แก่ประเทศไทยมีกรอบการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูง มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีภาพลักษณ์ของสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยที่ดี ต่างชาติให้ความมั่นใจในสินค้าจากไทย
"สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศ แม้ว่าภาคการเมืองจะยังมีปัญหา"
นายสุพันธุ์ กล่าวว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะลุกลามไปสู่การลดอันดับเรตติ้งของบริษัทอื่นๆ หรือไม่ ยังเชื่อว่าจะส่งผลกระทบไม่มาก เพราะยังมั่นใจว่าการเมืองไทยคงจะไม่ยืดเยื้ออยู่ในสูญญากาศไปจนถึงปลายปี ซึ่งหลังความวุ่นวายทางการเมืองจบสิ้น เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีพื้นฐานที่ดีภาคเอกชนมีความเข้มแข็ง เห็นได้จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแทบจะหยุดชะงัก เกิดความเสียหายในวงกว้าง แต่หลังจากน้ำลดเศรษฐกิจก็มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ต่างชาติยังคงมั่นใจในการเข้ามาลงทุน
"วิกฤติอื่นๆ ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็สามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วได้มาโดยตลอด"








