ธปท.ระบุ หากการเมืองยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง อาจฉุดจีดีพีปีนี้ให้โตต่ำกว่า 2.7% กระทบความเชื่อมั่นเอกชน เชื่อเงินเฟ้อทั้งปีไม่เกิน 2.5%
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เชื่อว่ามีโอกาสที่จีดีพีของประเทศปีนี้จะโตต่ำกว่า 2.7% ได้ หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งปีหลัง โดยจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเอกชนหลายด้าน ซึ่งการเมืองที่ยืดเยื้อ และตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศไม่ทันภายในครึ่งปีแรก ก็อาจจะมีผลทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี58 ล่าช้าออกไปเกิน 1 ไตรมาส อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นภาคเอกชนจะกลับมาได้นั้นจะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลให้ทันภายในครึ่งปีแรก
"ตอนนี้เรายังมองว่าจีดีพีปีนี้จะโตในระดับ 2.7% อย่างไรก็ตามหากจัดตั้งรัฐบาลไม่ทันครึ่งปีแรก จะทำให้ไม่มีงบประมาณภาครัฐ ออกมาสู่ระบบ และถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นไปอีก เกินจากไตรมาสที่ 3 ก็มีโอกาสที่จีดีพีจะโตต่ำกว่า 2.7% "ดร.รุ่ง กล่าว
ทั้งนี้ จากกรณีที่ดัชนีราคาผู้บริโภค ทั่วไป หรือเงินเฟ้อเดือนมี.ค. พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 2.11% นั้น โดยส่วนตัวยอมรับว่าไม่กังวลกับกรณีดังกล่าว เพราะเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ถือว่าไม่สูงมากนัก โดยเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาจากการปรับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผ่านไปยังอาหารสำเร็จรูปให้มีราคาที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามประชาชนได้รับรู้ การส่งผ่านราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงมีผลทำให้ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น และเชื่อว่าเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะไม่เกิน 2.5% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด)คาดว่าจะอยู่ในระดับ 1.5% ซึ่งเป็นตามกรอบที่ธปท.ได้วางไว้






