วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.เตือนการเมืองยื้อทำลายศก.

'ประสาร'ชี้ศก.ไม่ช็อกซ้ำวิกฤติปี 2540 เหตุเอกชน-แบงก์แข็งแกร่ง ระบุคนไม่ลงทุน เกิดจากความรู้สึกทางการเมืองไม่นิ่ง ไม่ใช่ภาวะการเงิน

"ประสาร" เตือนระวัง การเมืองยืดเยื้อนาน อาจสร้างเชื้อมะเร็ง บ่อนทำลายเศรษฐกิจในอนาคต ชี้พื้นฐานเศรษฐกิจดี แต่ไม่แกร่งเหมือนอดีต เปรียบเหมือนคนที่น้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงเผชิญโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนนโยบายการเงินในขณะนี้ เป็นเพียง “แท็คติค” รักษาความเชื่อมั่น ประคับประคองเศรษฐกิจ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการเครือเนชั่น ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นายประสารให้ความเห็นไม่บ่อยครั้งนักต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวเตือนว่าการเมืองที่ยังไร้ทางออกขณะนี้ กำลังทำลายเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายประสาร กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน แม้จะไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดภาวะช็อกจนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจอย่างเฉียบพลัน เหมือนเมื่อปี 2540 แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีความแข็งแกร่งเหมือนอดีต และถ้าสถานการณ์ทางการเมืองยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็อาจสร้างเนื้อร้าย หรือ สิ่งแปลกปลอม เช่น มะเร็ง ขึ้นมาได้ ดังนั้นในกรณีนี้ หากปล่อยไว้นานคงไม่เป็นผลดี

“ต้องยอมรับว่า ตอนนี้เราเหมือนคนที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ เหมือนคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้มีโรคแทรกซ้อนเข้ามากัดกร่อนได้ง่ายถ้าไม่ดูแล แต่ประเภทที่ว่าจะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลัน คิดว่ากรณีอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้น เพียงแต่ร่างกายอาจไม่ฟิตเหมือนอดีต มีอาการเหนื่อยเร็วขึ้น แถมร้าย ถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้ หากทิ้งไว้เรื้อรัง อาจจะเริ่มมีเนื้อร้ายขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคนเป็นโรคมะเร็ง มักจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดใน 1-2 วัน แต่หาก หากปล่อยทิ้งไว้นานคงไม่เป็นผลดี”นายประสารกล่าว

สำหรับคำถามที่ว่า เศรษฐกิจไทย จะสามารถทนแรงเสียดทานจากปัญหาได้ยาวนานแค่ไหนนั้น นายประสาร กล่าวว่า คงต้องขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ประกอบกัน โดยยกตัวอย่าง กรณีคนที่เป็นโรคร้าย หากมีสภาพจิตใจที่ดี หมั่นดูแลตัวเองเป็นประจำ กรณีนี้สภาพร่างกายก็สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้เร็ว

เชื่อไม่ซ้ำรอยวิกฤติปี 2540

นายประสาร กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เผชิญกับภาวะช็อกอย่างฉับพลัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประสบการณ์สมัยวิกฤติปี 2540 ทำให้ภาคเอกชนมีความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยเห็นจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ของภาคธุรกิจเวลานี้ที่อยู่ระดับต่ำเพียง 1 เท่า แตกต่างจากอดีตช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่เคยสูงถึงระดับ 8-9 เท่า

นอกจากนี้ ภาคธนาคารพาณิชย์เองก็มีความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านฐานะการเงิน โดยเฉพาะระดับของเงินสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญที่มีความแข็งแกร่ง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมา ธปท. ก็เน้นดำเนินนโยบายเพื่อรักษาสมดุลในด้านต่างๆ รวมทั้งในแง่ของดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเอง ก็ไม่ได้ขาดดุลสูงเหมือนบางประเทศ ดังนั้นโดยภาพรวมจึงมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่เผชิญกับภาวะช็อกอย่างฉับพลันแน่นอน

ส่วนมุมมองของ ธปท. ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทยนั้น จากการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ประมาณ 2.7% โดยอยู่บนสมมติฐานว่า มีรัฐบาลได้ในช่วงครึ่งปีหลัง และการจัดทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้าออกไปไม่เกิน 1 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ ส่วนการบริโภคและการลงทุนในปีนี้ยังไม่ดีนัก

ชี้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

นายประสาร กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 2.7% ถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ เพราะศักยภาพของเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมามีการพูดกันประมาณ 5% จึงถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องการก้าวข้ามการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง เพื่อขึ้นไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับสูง ดังนั้น เศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ จึงทำให้การก้าวไปสู่จุดหมายต้องล่าช้าตามไปด้วย

สำหรับบทบาทหน้าที่ของ ธปท. ในช่วงเวลานี้ นายประสาร กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับการเล่นฟุตบอล การทำหน้าที่ของ ธปท. ก็เหมือนกับการยืนในตำแหน่งกองหลัง หรือ ฟูลแบ็ค ซึ่งในบางครั้งสามารถที่จะขึ้นไปช่วยทำประตูได้บ้าง แต่ต้องไม่ลืมการทำหน้าที่ตัวเองด้วย

ส่วนคำถามที่ว่าในภาวะที่ประเทศไทยมีเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถทำหน้าที่หัวหน้าทีม รวมทั้งยังไม่มีผู้เล่นที่จะเป็นตัวรุกอย่างเต็มที่ แล้ว ธปท.จะมีบทบาทอย่างไรในช่วงเวลานี้นั้น นายประสาร กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นความลำบากใจของประเทศในเวลานี้ เพราะเหมือนกับว่าเรายังไม่มีความคิดที่จะรุกชัดเจนในตอนนี้ เมื่อทุกอย่างยังไม่ชัด ก็ต้องอาศัยสิ่งที่ทุกฝ่ายเข้าใจกัน คือ ใครทำหน้าที่อะไรก็อยู่ตรงนั้น เล่นในบทบาทของตัวเองไป

“ยามนี้เราต้องทำหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อย โดยเน้นรักษาเสถียรภาพ เราจำเป็นต้องรักษาแดนหลังในลักษณะกึ่งๆ ตั้งรับ”นายประสารกล่าว

นโยบายการเงินแค่ประคองเศรษฐกิจ

นายประสาร กล่าวอีกว่าการทำนโยบายการเงินของ ธปท. ก็เช่นเดียวกัน เป็นลักษณะประคับประคองเศรษฐกิจ โดยพยายามดูแลให้สภาพคล่องในระบบการเงินมีเพียงพอ และอัตราดอกเบี้ยไม่สูงจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม นายประสาร กล่าวย้ำว่า การทำนโยบายการเงินของ ธปท. ในขณะนี้ จะต้องคำนึงถึงอนาคตด้วย เพราะต้องไม่ไปสร้างภาระหรือปัญหาด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ดอกเบี้ยโลกเริ่มมีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้น จากที่ผ่านมาดอกเบี้ยโลกอยู่ระดับต่ำมาโดยตลอด ดังนั้น ธปท. ต้องระมัดระวัง ว่า หากดอกเบี้ยโลกปรับเพิ่มขึ้น การกลับตัวในตลาดการเงินโลกรวมถึงตลาดการเงินไทยจะต้องไม่เป็นการปรับตัวที่รุนแรง จนเกิดอุปสรรคต่อการทำธุรกิจด้วย

ชี้การเมืองกระทบความเชื่อมั่นลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ ธปท. ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงภาคสนาม เพื่อเก็บข้อมูลดูว่า ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้เกิดจากอะไร เกิดจากข้อจำกัดทางการเงินหรือไม่ สาเหตุที่คนไม่ลงทุนมาจากปัญหาเรื่องสภาพคล่องหรือดอกเบี้ยที่แพงใช่หรือไม่ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่า ไม่ได้เป็นเช่นกัน เพราะสาเหตุที่คนไม่ลงทุน เกิดจากความรู้สึกทางการเมืองที่ไม่นิ่ง ไม่ได้เกิดจากภาวะการเงิน ดังนั้นหากเราใช้นโยบายการเงินโดยไม่คิดให้รอบคอบ บางครั้งก็เป็นการเปลืองกระสุน จึงต้องบอกว่า การเล่นฟุตบอลควรต้องเล่นเป็นทีม

“คนมักถามกันว่า เวลานี้รัฐบาลรักษาการใช้นโยบายการคลังได้ไม่ถนัด ควรเอานโยบายการเงินไปแทนได้หรือไม่ ผมก็บอกว่าไม่ได้ เพราะมันเป็นคนละเครื่องมือกัน ยกตัวอย่างเช่น เขาไม่ลงทุน เพราะมองไม่ออกว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร กรณีนี้แม้ลดดอกเบี้ยก็ไม่ช่วยให้เขาลงทุน สาเหตุเพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากดอกเบี้ยแพง แต่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นของคน”นายประสารกล่าว

อย่างไรก็ตาม การทำนโยบายการเงินของ ธปท. ในบางครั้ง ก็ต้องอาศัยแทคติกหรือยุทธวิธีบ้าง เช่น การลดดอกเบี้ยของ กนง. ในครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ลดเพื่อต้องการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุน แต่เป็นการลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของคน เพราะในยามที่คนมีความรู้สึกว่าสิ้นหวัง การลดดอกเบี้ยลงก็พอจะช่วยเรื่องเหล่านี้ไว้ได้บ้าง

ทั้งนี้ กนง.ลดเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.00% ในการประชุมวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลหนึ่งคือควรมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ และแรงส่งทางเศรษฐกิจทั้งจากการใช้จ่ายของภาคเอกชน ภาครัฐ และการส่งออกที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว