ทิสโก้ เวลธ์-กรุงเทพธุรกิจ อินเวสเม้นท์ ฟอรั่ม หนุนลงทุนนอกรับเศรษฐกิจโลกฟื้น ชูหุ้น"เอเชียเหนือ-ญี่ปุ่น" โดดเด่นสุด
“ทิสโก้ เวลธ์-กรุงเทพธุรกิจ” อินเวสเม้นท์ ฟอรั่ม หนุนลงทุนนอกรับเศรษฐกิจโลกฟื้น ชูหุ้น"เอเชียเหนือ-ญี่ปุ่น" โดดเด่นสุด พร้อมลดน้ำหนักหุ้นไทย-เอเชียใต้-ละตินอเมริกา พร้อมหนุนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ลอนดอน-โตเกียว-จีนน่าสนใจลงทุนสุด โอกาสได้กำไรจากราคาสูงกว่า 10% ระบุการเมืองกดดันเศรษฐกิจในประเทศโตเพียง 2.5% กรณีเลวร้ายสุดไม่มีรัฐบาลทั้งปีเหลือ 2% แม้รัฐบาลตั้งบอร์ดบีโอไอ แต่เอกชนรายเล็กยังชะลอลงทุน
วานนี้ (2 เม.ย.) หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ ธนาคารทิสโก้ จัดสัมมนา ทิสโก้ เวลธ์-กรุงเทพธุรกิจ อินเวสเม้นท์ ฟอรั่ม ครั้งที่ 7 ภายใต้หัวข้อ ถึงเวลาลงทุนต่างประเทศ “เอเชียเหนือ-ญี่ปุ่น” โอกาสที่มาพร้อมพลวัตเศรษฐกิจโลก เพื่ออัพเดทสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเจาะลึกกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ
โดยนายคมศร ประกอบผล นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ปีนี้หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนสุด โดยหุ้นที่ชอบ คือ หุ้นกลุ่มเอเชียเหนือ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของตลาดพัฒนาแล้วค่อนข้างมาก เพราะส่งออกไปตลาดดังกล่าวสูง ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็ยังมีศักยภาพฟื้นตัวได้อีกมาก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำให้ภาคการบริโภคและการลงทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
“ไม่ชอบตลาดหุ้นไทยจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ในแง่กำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้คาดจะโต 7-8% ต่ำกว่าช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ที่เติบโตเป็นเลข 2 หลัก ในแง่มูลค่าหุ้นไทยปัจจุบันไม่ถูก มีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 13 เท่า สูงกว่าหลายประเทศในเอเชียแล้ว เศรษฐกิจก็เติบโตไม่ดีคาดปีนี้โต 2.5% อีกตลาดที่ไม่ชอบ คือ เอเชียใต้ และละตินอเมริกา จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนลงต่ำกว่าตลาด (Underweight)”
ขณะที่นายพิชา รัตนธรรม หัวหน้าสายธุรกิจธนบดี ทิสโก้ เวลธ์ บอกว่า ปัจจุบันการลงทุนภายในประเทศไม่ตอบโจทย์ในการสร้างความมั่งคั่งได้เต็มที่ จากปัญหาการเมืองในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงผลักดันของเศรษฐกิจในกลุ่มจี 3 คือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้เศรษฐกิจโลกจากนี้ไปมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งมากขึ้น
นอกจากนี้ยังส่งผลดีไปยังเศรษฐกิจอีกหลายประเทศ เกิดดาวรุ่งดวงใหม่ในการลงทุน โดยดาวเด่นของการลงทุนปีนี้คือ ญี่ปุ่นและเอเชียเหนือ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ มีภาพรวมทางเศรษฐกิจ ภาคการส่งออก และฐานะทางการเงิน การคลังที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นจังหวะเหมาะสมสำหรับการหาโอกาสไปลงทุนต่างประเทศ
อสังหาฯญี่ปุ่น-ลอนดอนผลตอบแทน10%
ส่วนนางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บจ.โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า หลังวิกฤติซับไพร์มอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา อสังหาริมทรัพย์ของไทยมีต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมถึงคนไทยด้วย ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ในไทยในทุกประเภทอยู่ในช่วงราคาขาขึ้น อาจจะมีคอนโดที่ต้องเลือกมากหน่อย เพราะราคาขึ้นมาสูงและมีแนวโน้มชะลอตัว
ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เริ่มกลับเข้าไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ในเมืองใหญ่ๆ เช่น โรงแรม ศูนย์การค้า หรืออพาร์ตเมนต์ เป็นต้น ส่วนนักลงทุนบุคคลช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาเข้าไปลงทุนในคอนโดในลอนดอนและญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนที่ไปซื้อส่วนใหญ่จะเป็นฮ่องกง และสิงคโปร์
“ปีนี้อสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนจะเป็นลอนดอน ซึ่งมีโอกาสทำกำไรจากราคาที่ปรับตัวขึ้น 12-15% โดยตลาดโตเกียวมีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปได้มากกว่า 10% ราคาปีก่อนก็ขึ้นมา 11% รวมถึงตลาดจีนด้วย โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง”
นายยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักยุทธศาสตร์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ และปีหน้า คาดจะโต 3.7% และ 3.9% ตามลำดับ การฟื้นตัวของกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว ทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะทำให้ช่วงว่างการเติบโตระหว่างตลาดพัฒนาแล้วในตลาดเกิดใหม่แคบลง ช่วง 2 ปีข้างหน้า สหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แม้ตัวเลขเดือนม.ค.-ก.พ. ชะลอไปบ้าง ส่วนยุโรปฟื้นตัวอย่างเปราะบาง คาดเศรษฐกิจโต 1.0% และ 1.4% ในปีนี้และปีหน้าตามลำดับ เพราะปัญหาหลายอย่างยังไม่ได้รับการแก้ไข
เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเฉลี่ย4%
รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. กล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่น มีเป้าจะให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 4.0% ในอีก 3 ปี ข้างหน้า ผ่านการลงทุน การบริโภค และการส่งออกเป็นหลัก
“รายได้ของญี่ปุ่น 80% มาจากสหรัฐและยุโรป อีก 20% มาจากจีน ช่วงเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอาจจะไม่ได้หวังอะไรมากนัก ญี่ปุ่นก็จะขยับมายังตลาดอาเซียนมากขึ้นไทยก็จะได้ประโยชน์ด้วย บริษัทขนาดกลางของญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มจะขยับการลงทุนมายังอาเซียนมากขึ้น โดยประเทศที่ชอบจะเข้ามาลงทุน ได้แก่ ไทย และอินโดนีเซีย แต่ญี่ปุ่นชอบไทยมากปัจจุบันมาขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) 6 เดือนแล้ว ยังไม่ได้รับการอนุมัติ และจะรออีก 6 เดือน เงินมีพร้อมลงทุน ถ้ายังไม่ได้รับการอนุมัติอาจเปลี่ยนไปลงทุนอินโดนีเซียแทน"
ปีนี้ไร้รัฐบาลจีดีพีโต2%
นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาทางการเมืองอยู่ โดยคาดทั้งปีจะโต 2.5% กรณีที่มีรัฐบาลใหม่ครึ่งปีหลัง แต่หากเลวร้ายสุด คือทั้งปีไม่มีรัฐบาลเลย เศรษฐกิจจะโตเพียง 2% ไม่ถึงขั้นติดลบ เพราะยังได้การส่งออกที่คาดว่าจะโต 4-5% มาช่วยพยุง หากการเมืองคลี่คลายเร็วกว่าคาด มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตได้ถึง 3% ในปีนี้
"แม้การเมืองยังไม่คลี่คลาย แต่ยังมีข่าวดีที่รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอได้ ทำให้การลงทุนภาคเอกชนเดินหน้าได้ ซึ่งการลงทุนของบริษัทเล็กๆ คงไม่กลับมาลงทุน เพราะรอดูการเมืองอยู่ ขณะที่กำลังซื้อในประเทศปรับลดลง จากค้างจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว และมีแนวโน้มในฤดูถัดไปจะไม่มีการทำโครงการนี้แล้ว"









