บล.เออีซีเดินหน้าดูดเจ้าหน้าที่การตลาดเพิ่มอย่างน้อย 60 คน รองรับการขยายงาน ชี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจ ดันมาร์เก็ตแชร์ทะลุ2 % ภายใน 1 ปี
นายกอบเกียรติ บุญธีรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เออีซี เปิดเผยว่า บริษัทหลักทรัพย์มีความต้องการ ที่จะรับจำนวนเจ้าหน้าที่การตลาดเพิ่มอีกอย่างน้อย 60 คน ให้ครบ 200 คนในปีนี้ เพื่อผลักดันให้บริษัทมีความสามารถ ในการรองการขยายงานในอนาคตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มองว่าการย้ายตัวของเจ้าหน้าที่การตลาดนั้นเป็นเรื่องปกติของการธุรกิจ
"ปัจจุบันเรามีเจ้าหน้าที่การตลาด 140 คน เรามองว่ายังไม่เพียงพอกับการรองรับการเติบโตในอนาคต ทำให้เราต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่การตลาด ทั้งนี้บล.เออีซีจะใช้วิธีการปั้นเจ้าหน้าที่หน้าใหม่เพิ่มขึ้นมา รวมถึงหากใครสนใจที่จะร่วมงานกับเราก็ยินดีจะพิจารณา ซึ่งหลายคนมองว่าสภาพตลาดในระยะเวลานี้ไม่เหมาะการขยายงาน แต่เรามองว่า เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน เพราะถ้าเราไม่ทำตอนนี้ ก็ยากที่จะทำได้ในอนาคต"
เป้าหมายของบล.เออีซีในปีนี้ จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดติด 1 ใน 10 ของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด โดยมองว่าต้องมีระดับส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 2% ขึ้นไป จะช่วยให้บริษัทเข้าถึงอันดับดังกล่าวได้ โดยบริษัทจะใช้กลยุทธ์ในการขยายสาขาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 9 สาขา และจะเพิ่มขึ้นอีก 9 สาขา เป็น 18 สาขาภายในสิ้นปีนี้ โดยจะปูพรมให้ครบในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะเขตพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังไม่มีสาขาของบล.เออีซีให้บริการ
ทั้งนี้บริษัทจะเน้นให้บริการกับลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก โดยจะคงสัดส่วนลูกค้ารายย่อยที่ 80% และอีก 20% จะเป็นลูกค้าสถาบัน ส่วนลูกค้ารายใหญ่นั้นมีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่บริษัทจะเน้นให้บริการ เพราะมีการแข่งขันค่าธรรมเนียมสูง ไม่คุ้มกับการให้บริการ โดยจะพัฒนาบทวิเคราะห์ให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ
นอกจากนี้บล.เออีซี ยังมีความต้องการขยายเจ้าหน้าที่วาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 7 ราย เพราะยังมองว่าไม่เพียงพอที่จะรองรับงานด้านวาณิชธนกิจที่มีมากขึ้นในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้อีก 7 ราย
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1 นั้น ถือว่าน่าพอใจ เพราะยังถือว่าเป็นช่วงที่บริษัทจะขยายงาน เพื่อการเติบโตในอนาคต โดยบล.เออีซี เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนต.ค.2555 เริ่มต้นจากไม่มีลูกค้าและเจ้าหน้าที่เลย แต่สามารถมีส่วนแบ่งทางการตลาดในช่วงปลายปีอยู่ที่ 0.2% ปัจจุบันเพิ่มมาอยู่ที่ 1.2% และมีบัญชีซื้อขายอยู่ที่ 3,000 บัญชี
ส่วนมุมมองต่อภาวะตลาดหุ้น เขามองว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 หลายบริษัทจะมีกำไรที่ลดลง จากปัจจัยการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อทำให้เกิดการชะลอตัวและอาจกดดัน ไปถึงไตรมาส 2 ทำให้บริษัทที่ไม่แข็งแกร่งพอ อาจได้รับผลกระทบได้ แต่เป็นโอกาสของบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในการขยายงานในอนาคต สำหรับกรอบดัชนีหากการเมืองยังคงยืดยาวไปจนถึงกลางปี จะกดดันให้กรอบดัชนีหุ้นอยู่ที่ 1300 -1400 จุด แต่หากสามารถจบปัญหาได้ในเดือนนี้ อาจผลักดันให้ดัชนีปรับตัวไปแตะที่ 1500 จุด ได้
ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ปัจจุบันบล.เออีซี มีส่วนแบ่งทางการตลาดไตรมาส 1 อยู่ที่ 0.79% อยู่อันดับที่ 29 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการทั้งสิ้น 33 บริษัท









