วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาเรือฯห่วงไครเมียลามสงครามศก.

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ห่วงวิกฤตไครเมีย ชนวนมหาอำนาจ “สหรัฐ-รัสเซีย” ทำสงครามเศรษฐกิจ จนเกิดวิกฤตการเงินครั้งรุนแรง

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สทร.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกจากการประเมินสถานการณ์ตลาดต่างประเทศ ขณะนี้พบว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งวิกฤตการณ์ไครเมียระหว่างรัสเซีย กับสหรัฐฯ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปสู่สงครามทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ขั้วมหาอำนาจ

ล่าสุดรัสเซียก็ได้มีความพยายามในการดึงประเทศจีน ให้เข้าร่วมกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยการลดบทบาทค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของจีน ที่จะยกค่าเงินหยวนเป็นค่าเงินหลักอันดับ 5 ของโลก ล่าสุดได้ประกาศให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค และเร่งกักตุนทองคำเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ

ผลดังกล่าวอาจทำให้ จีดีพี โลกขยายตัวลดลง 1% เหลือเพียง 2.5-3% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ว่าจะขยายตัว 3.7- 4% ซึ่งเศรษฐกิจโลกที่ลดลง 1% เป็นมูลค่าการค้าที่สูงมาก รวมทั้งยังส่งผลให้ค่าเงินทุกสกุลทั่วโลกอ่อนตัวลง 10-20% ถือได้ว่าเป็นวิกฤตการเงินครั้งนี้ จะรุนแรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และซับไพรม์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในส่วนไทย จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าประเทศอื่น เนื่องจากตลาดภายในประเทศ ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ยอดการบริโภคภายในประเทศลดลงมาก หากตลาดส่งออกมีปัญหา ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ย่ำแย่มากขึ้น

“ผลกระทบทางตรงจะมีไม่มาก เพราะไทยค้ากับรัสเซียและยุโรปตะวันออกส่วนเพียง 0.5% แต่ปัญหาทางอ้อมจะย้อนกลับมากระทบไทยอย่างรุนแรง เพราะระบบการเงินโลกจะปั่นป่วน การบริโภคของตลาดโลกจะลดลงมาก” นายนพพร กล่าว

นอกจากนี้ตลาดส่งออกหลักของไทยก็ยังฟื้นตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขส่งออกของสหรัฐฯ 2 เดือนที่ผ่านมา -0.2% ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ส่วนตลาดจีนก็ยังคงมีปัญหาทางการเงินภายในประเทศ ตลาดญี่ปุ่นก็จะมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

จากเดิม 5% เป็น 8% ในเดือน เม.ย.นี้ จะทำให้ผู้นำเข้าหันมากดราคาซื้อสินค้าจากไทย เพื่อคงราคาขายปลีกไม่ให้กระทบต่อยอดขายภาพรวมตลาดต่างประเทศยังมีแนวโน้มไม่ได้ขยายตัวดีตามที่คาดไว้ในช่วงต้นปี ซึ่ง สทร. จะทำการประเมินเป้าหมายส่งออกทั้งปีอีกครั้งหลังสิ้นสุดไตรมาส 1 ว่าจะคงตัวเลขเดิมขยายตัว 5% หรือต่ำกว่านี้ เพราะว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกปัจจัย

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 5% จะต้องมีการส่งออกเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งยอมรับว่าอาจทำได้ยาก โดยในไตรมาสแรกอาจจะขยาย 0% หรือไม่เกิน 0.2% และไตรมาส 2 อาจขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3% หากการเมืองไม่เกิดปัญหารุนแรงจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ แต่หากการเมืองในประเทศรุนแรงขึ้นในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งจะกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกได้

“หากการเมืองยืดเยื้อจนไม่สามารถตั้งบอร์ดบีโอไอได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มของอิเล็กทรอนิกส์ ที่ในขณะนี้ไทยมีแต่เทคโนโลยีการผลิตแบบเก่า” นายวัลลพ กล่าว

สำหรับ ดัชนีการส่งออกสินค้าทางเรือประจำเดือนก.พ.ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 2.43% คิดเป็นมูลค่า 18,363 ล้านดอลลาร์ ทำให้การส่งออกในช่วง 2 เดือนแรก มีมูลค่า 36,271 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 0.20%