เอชเอสบีซีประเมินกระแสเงินลงทุนต่างชาติช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ ไหลเข้าเอเชียต่อเนื่อง ผลจากนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนตลาดหุ้น
ธนาคารเอชเอสบีซี ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของโลกจากอังกฤษ ได้เผยแพร่ผลสำรวจเงินทุนทุนทั่วโลกพบว่ายังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่เอเชียตั้งแต่เดือนม.ค.จนถึงเดือนมี.ค.ปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้สนใจลงทุนในตลาดเอเชียบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์
ความกังวลที่ว่าเงินทุนไหลออก ยังคงมีอยู่เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเหนื่อยหน่ายกับการลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) ของสหรัฐ ที่ขณะนี้กำลังเผชิญแรงกดดันซ้ำเติม จากความพยายามของจีน ในการปรับสมดุลเศรษฐกิจ โดยไม่ให้เกิดภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง และความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากวิกฤติในยูเครน
เอชเอสบีซี ระบุว่า นับจากต้นปีนักลงทุนต่างชาติ เข้าซื้อหุ้นในตลาดหุ้นเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) คิดเป็นมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ โดยมีเงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. และตั้งแต่ต้นปี พบว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และตลาดหุ้นอินเดีย มีเงินทุนไหลเข้าลงทุนมากที่สุด โดยมีมูลค่าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ คิดเป็น 2 พันล้านดอลลาร์ และ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 4 พันล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน จากข้อมูลของอีพีเอฟอาร์ โกลบอล พบว่ากองทุนหุ้นเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) เป็นหนึ่งในกองทุนที่มีเงินทุนไหลออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา สิ้นสุดวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา และน่าสนใจว่ากองทุนที่ถอนการลงทุนจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียเมื่อปีที่แล้ว ขณะนี้ได้กลับเข้ามาแล้วราว 2 พันล้านดอลลาร์
โดยอินเดียยังคงเป็นตลาดหุ้นที่ดึงดูดนักลงทุนมากที่สุดในภูมิภาค รองลงมา ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และไทย ในบรรดาตลาดที่พัฒนาแล้ว กองทุนยังคงนิยมลงทุนในสิงคโปร์มากกว่าเมื่อเทียบกับฮ่องกง แต่ก็ลดน้ำหนักลงทุนลงทั้งสองตลาด
นอกจากนี้กองทุนเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย แต่ลดน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลี และไต้หวัน ซึ่งเหล่านี้เป็นตลาดที่กองทุนให้น้ำหนักลงทุนน้อยเทียบกับตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค ตลาดหุ้นมาเลเซียเป็นตลาดที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติน้อยที่สุดในภูมิภาค ถึงแม้จะไม่ค่อยเกี่ยวกันเพราะการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นมาเลเซียโดยหลักแล้วมาจากนักลงทุนในประเทศ
สำหรับหุ้นรายกลุ่มนั้น กองทุนรวมยังคงนิยมลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นสุขภาพและหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนหุ้นกลุ่มวัฏจักรธุรกิจ เช่น หุ้นวัสดุก่อสร้างและหุ้นอุตสาหกรรม ก็ยังคงให้น้ำหนักลงทุนแต่ลดน้อยลง นอกจากนี้กองทุนลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มเทเลคอมและการเงิน ถึงแม้ว่าในหุ้นกลุ่มการเงินยังมีเงินไหลเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มไอทียังคงเป็นหุ้นที่นักลงทุนสนใจลงทุนน้อยที่สุดในภูมิภาค
เอชเอสบีซี ยังระบุว่า กองทุนรวมที่เข้าลงทุนในตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค ได้เข้าลงทุนในหุ้นจีนจนเกือบแตะระดับสูงสุดใน 5 ปี แม้ว่ากองทุนจีนจะมีผลตอบแทนย่ำแย่จากการขายคืนหน่วยลงทุนรอบสัปดาห์สูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงกลางเดือนมี.ค. แต่ตลาดหุ้นจีนก็ยังคงน่าลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นร่วงลงเร็วกว่านักลงทุนต่างชาติจะขายได้ทัน ในรายกลุ่ม กองทุนเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มหุ้นสาธารณูปโภคและพลังงาน ขณะที่ลดน้ำหนักลงทุนในกลุ่มเทเลคอมและไอที
ในมุมมองล่าสุดของเอชเอสบีซีที่มีต่อตลาดหุ้นเอเชียนั้น เอชเอสบีซีให้น้ำหนักลงทุนเพิ่มในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และลดน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นไทย จีนและอินเดีย สำหรับรายกลุ่มหุ้น เอชเอสบีซีมองว่าหุ้นกลุ่มไอที สาธารณูปโภค และสุขภาพน่าลงทุน






