เหตุจากเอ็มเอช370 ลูกค้าจีนแห่ยกเลิกทัวร์ ด้าน "แอตต้า" หวั่นลามกระทบไทยเหตุนักท่องเที่ยวกลัวการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางครั้งแรก
หนังสือพิมพ์ไชนา เดลี ของทางการจีน รายงานว่า ไชนา ยูธแทรเวล บริษัททัวร์รายใหญ่ของจีน ซึ่งก่อตั้งโดยสันนิบาตยุวชนของพรรคคอมมิวนิสต์ จะระงับการจองตั๋วสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส (เอ็มเอเอส) สืบเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดกับสายการบิน ประกอบกับนักท่องเที่ยวจีนวิตกเกี่ยวกับประวัติด้านความปลอดภัยของเอ็มเอเอส
รายงานข่าวระบุว่าประเด็นที่เป็นข้อวิตกมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่มายังเอเชียอาคเนย์ คือจะใช้บริการของมาเลเซียแอร์ไลน์สหรือไม่ ระบุว่าผู้บริโภคบางคนพร้อมจ่ายเงินในจำนวนที่มากกว่าเพื่อจองตั๋วสายการบินอื่นแทนที่จะซื้อตั๋วราคาถูกกว่าจากมาเลเซีย แอร์ไลน์ส
กระบอกเสียงของทางการจีน รายงานด้วยว่าภาพลักษณ์ของมาเลเซียในฐานะแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับภาพลักษณ์ของสายการบิน โดยบริษัท ไชนา อินเตอร์เนชันแนล แทรเวล เซอร์วิส ของรัฐบาล ระบุว่าตัวเลขคนที่จองทัวร์มายังมาเลเซีย ลดลงไปอย่างมาก
ขณะที่ การสำรวจของซีนา ดอทคอม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 77.7% จากจำนวน 59,582 คน ระบุว่าการสูญหายของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 จะกระทบต่อการเดินทางไปท่องเที่ยวในมาเลเซียของพวกเขา
ทั้งนี้ จากข้อมูลการท่องเที่ยวช่วงที่ผ่านมา พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปยังมาเลเซียมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นปีละ15% โดยปีที่ผ่านมามียอดรวม 1.8 ล้านคน ทำให้จีนเป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่อันดับ 3 ของ มาเลเซีย รองจาก สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย
แอตต้าหวั่นผลกระทบลามถึงไทย
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตต้า กล่าวว่า จากกรณีอุบัติเหตุของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของ มาเลเซีย แอร์ไลน์ส ซึ่งทำให้ผู้โดยสารชาวจีนเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ขณะนี้เกิดกระแสการต่อต้านการใช้บริการสายบินดังกล่าว ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ สาเหตุหลักเป็นเพราะเกิดความไม่พอใจทั้งในกลุ่มญาติพี่น้องของผู้โดยสาร และประชาชนทั่วไปในการให้ข่าวที่สับสนของรัฐบาลมาเลเซียก่อนหน้านี้ ถือว่ามีผลโดยตรงต่อความมั่นใจในการใช้บริการสายการบิน
ขณะนี้มีบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ ประกาศงดใช้บริการเที่ยวบินของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เป็นการชั่วคราวแล้ว จนกว่าการสืบสวนสาเหตุจะมีความชัดเจน แต่ทั้งนี้ ไม่คิดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อไทยในการชิงตลาดจากมาเลเซีย เพราะปกติไทยมีฐานนักท่องเที่ยวจีนที่ใหญ่กว่าอยู่แล้ว
"แต่ในทางกลับกัน มองว่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบกับไทยมากกว่า เพราะกลุ่มคนที่ไม่เคยเดินทาง จะยิ่งขาดความเชื่อมั่นในการใช้เครื่องบินเดินทางออกนอกประเทศ หรือบางรายอาจจะหวาดกลัวการเดินทางโดยเครื่องบินและงดเดินทางไประยะหนึ่ง ทำให้ไทยเสียโอกาสการทำตลาดนักท่องเที่ยวครั้งแรก (First Time Visitors) ไปด้วย"
อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากช่วงเวลานี้มีการตอกย้ำนำเสนอข่าวอย่างแพร่หลาย แต่หากกระแสความสนใจลดลง ทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ
การเมืองฉุดนักท่องเที่ยวต้นปีร่วง 55%
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า แอตต้าได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี วานนี้ (27 มี.ค.) โดยมีการประเมินสถานการณ์ตลาดท่องเที่ยว พบยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวในไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 มี.ค. ที่ผ่านมา ลดลง 33.95% เหลือ 7.81 แสนคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะเดือนมี.ค. มีการเดินทางเข้ามา 2.24 แสนคน ลดลงกว่า 39.52% สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนหน้านี้
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยว 15 อันดับแรก ที่เดินทางผ่านแอตต้ายังติดลบ โดยรัสเซียมีจำนวนสูงสุด 2.04 แสนคน ลดลง 6.53% ส่วนจีน ถือเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 มี 1.45 แสนคน ลดลง 55.51% ญี่ปุ่น ลดลง 65.19% เหลือ 2.9 หมื่นคน เกาหลีใต้ ลดลง 54.8% เหลือ 2.3 หมื่นคน อินเดีย ลดลง 48.33% เหลือ 2.3 หมื่นคน เวียดนาม ลดลง 82.4% เหลือเพียง 6.5 พันคน
ทั้งนี้ ในส่วนตลาดจีนซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นตลาดใหญ่ แต่มีการถดถอยที่รุนแรง ทำให้ แอตต้า เชื่อว่านักท่องเที่ยวจีนปีนี้จะมีไม่ถึง 4.7 ล้านคนแน่นอน หากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่อย่างปัจจุบันนี้ ยังไม่รู้ว่าจะสามารถทำยอดรวมได้ถึง 4 ล้านคนได้หรือไม่ เพราะเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นฤดูฝนแล้ว การกระตุ้นตลาดทำได้ไม่ง่าย นอกจากนี้ตลาดต่างประเทศยังเฝ้าระวังเหตุการณ์ในไทยช่วงเดือนเม.ย. ด้วยว่าการเมืองจะมีท่าทีอย่างไร รวมถึงมีความกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นความรุนแรงรอบใหม่หรือไม่ โดยคาดว่าปีนี้อาจจะติดลบ 10-20%
ทั้งนี้ สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ตั้งเป้าหมายปีนี้ไว้ 5.4 ล้านคน เติบโต 14% หลังจากปีที่แล้วเติบโตอย่างก้าวกระโดด 68.83% เป็น 4.7 ล้านคน
เดินหน้าเปิดตลาดใหม่
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า ช่วงต้นไตรมาส 2 คาดว่าตลาดท่องเที่ยวยังคงซบเซาต่อไปอีกระยะหนึ่ง หากจะฟื้นความเชื่อมั่นต้องใช้เวลา 2-3 เดือนต่อจากนี้ เพราะต่างประเทศยังคงมีการรับรู้ปัญหาการเมืองของไทยมานาน และยากที่จะฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งในระดับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่กังวลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่ยังไม่กล้าเสี่ยงทำโปรแกรมขายเพราะอาจจะไม่มีลูกค้าให้ความสนใจ
ดังนั้น จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ททท. จัดแผนกระตุ้นความเชื่อมั่นทั้งระดับเอเย่นต์ทัวร์และนักท่องเที่ยวทั่วไปพร้อมๆ กัน โดยในวันที่ 1 และ 3 เม.ย. นี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่จะร่วมโรดโชว์กับ ททท. ใน 2 เมืองที่เป็นตลาดใหม่ซึ่งมีศักยภาพ ได้แก่ เสิ่นหยาง และ ชิงเต่า
"แต่หลังจากนี้ ต้องการให้พิจารณาการบุกเจาะไปยังเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ เพื่อใช้กระแสของตลาดหลัก จุดประกายให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมา เพื่อตลาดในเมืองรองอื่นๆ จะได้เดินทางกลับมาด้วย" นายศิษฎิวัชร กล่าว








