กองทุนประกันสังคม เตรียมปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยใหม่ หลังเผชิญปัญหาการเมืองยืดเยื้อ ฉุดเศรษฐกิจในประเทศ เผยช่วงหุ้นลงเป็นโอกาสสะสมการลงทุน
นายอำนาจ ลจิตกนก ผู้จัดการกองทุนฝ่ายตราสารทุน สำนักงานกองทุนประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า สปส.อาจทบทวนคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ และดัชนีตลาดหุ้นไทยใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากเดิม ประเมินตลาดหุ้นไทยในปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยเป็นการประเมินภายใต้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 3.5% หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจในประเทศได้
ทั้งนี้ปัจจุบันในส่วนของการลงทุนของ สปส. มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10% ของสินทรัพย์รวมที่มีอยู่ราว 1.1 ล้านล้านบาท โดย สปส. ได้มีการเลือกหุ้นพื้นฐานดีประมาณ 40 -50 บริษัท และได้มีการปรับกลยุทธ์เป็นระยะ โดยมองว่าในช่วงที่หุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง ก็จะเป็นโอกาสในการเข้าทยอยสะสมหุ้นเพิ่ม
สำหรับหุ้นกลุ่มที่ สปส. เน้นเป็นหลัก คือ กลุ่มอาหาร เนื่องจากกลุ่มบริษัทดังกล่าวมีการลงทุนในต่างประเทศสูง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายในประเทศน้อย ขณะที่หุ้นที่ทาง สปส. ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด คือ กลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยมองว่าเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตามการลงทุนของกองทุนประกันสังคม เป็นการลงทุนในระยะยาว บางบริษัทถือหุ้นตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งกองทุน และส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวไม่มาก และได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว บางบริษัทก็ขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เช่นในส่วนของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี ก็มีการเติบโตจากการขยายการลงทุนในอาเซียนเป็นต้น
"ปีนี้ไม่น่าจะเลวร้ายกว่าปีก่อน เพราะภาคเอกชนยังถือว่ามีความเข้มแข็ง รอแค่ความชัดเจนทางการเมืองเท่านั้น ส่วนเรื่องการว่างงานถือว่ามีไม่มากนัก ไม่ถึง 1% ซึ่งทาง สปส. เองมีเงินสำรองสำหรับคนว่างงานอยู่แล้ว 8 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับได้"
ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เปิดเผยว่า ผลตอบแทนของ กบข.ในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมายังเป็นบวก แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะผันผวน แต่พอร์ตตลาดทุนของ กบข. มีการลงอยู่ในตลาดหุ้นไทยเพียง 10% ของพอร์ตการลงทุน หรืออยู่ในระดับ 4-5 หมื่นล้านบาท ส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมีประมาณ 15% หรือกว่า 7 หมื่นล้านบาท
"ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากพัฒนาการทางการเมืองยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลง ซึ่งกดดันภาคการลงทุนของรัฐ เอกชน โดยส่งผลไปยังภาคการบริโภคทำให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ซึ่งเป็นผลที่จะกดดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลดลง และฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้"









