แบงก์กรุงไทยเล็งเพิ่มทีมสินเชื่อรายใหญ่ รับยังมีเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์น้อย เผยดูแลลูกค้าได้แค่ 20% มองโอกาสทางธุรกิจยังเติบโตได้อีก
นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนที่จะเพิ่มทีมงานดูแลลูกค้ารายใหญ่อีก 20 คน จากปัจจุบันที่มีเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์หรืออาร์เอ็มที่ทำหน้าที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่อยู่เพียง 200 คน ซึ่งดูแลลูกค้าที่มีอยู่ 1,700 กลุ่มธุรกิจ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งอื่น ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารดูแลลูกค้าและรองรับโอกาสในการเติบโตของสินเชื่อได้อีกมาก เนื่องจากในขณะนี้ธนาคารสามารถดูแลลูกค้าได้เพียง 20% เท่านั้น ที่เหลือยังไม่สามารถเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัญหาเรื่องบุคลากรเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นธนาคารจะเน้นการสร้างคนจากภายในเป็นหลัก
“ธนาคารกรุงไทยในวันนี้มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่ต้องลงทุนและปรับทีมงานให้แข็ง ในขณะนี้เรามีเพียง 200 คนก็ต้องเร่งสร้างทีมเอง โอกาสการเติบโตทางธุรกิจรายใหญ่ยังมีอีกมาก ด้วยฐานลูกค้าที่มีอยู่ จากพอร์ตสินเชื่อ 6 แสนล้านบาทและฐานลูกค้า 1,700 กลุ่ม”
ส่วนงานด้านวาณิชธนกิจยอมรับว่าในขณะนี้ยังมีบุคลากรไม่มากนัก แต่ธนาคารจะให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าสินเชื่อก่อน เนื่องจากเป็นฐานรายได้สำคัญของธนาคาร โดยจะเห็นได้ว่าสัดส่วนรายได้ของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ หรือว่า 60% ยังมาจากรายได้ดอกเบี้ย ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมมีสัดส่วนเพียง 40% ขณะเดียวกันเมื่อมองไปในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้านี้แล้วความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองทำให้มีแนวโน้มที่ธุรกิจที่มีเงินจะโยกการลงทุนไปต่างประเทศมีมากขึ้น ในส่วนของธนาคารคาดว่าจะมีดีลวาณิชธนกิจอีก 2 รายที่น่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2
นายกิตติพันธ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าลูกค้ารายใหญ่จะมีความต้องการใช้เงินดอลลาร์ตามแนวโน้มออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่ในขณะนี้ธนาคารมีสภาพคล่องเพียงพอ หลังจากที่ออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ไปก่อนหน้านี้ ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยลงในอนาคตไม่ได้เป็นแรงกดดันให้ธนาคารต้องเร่งระดมเงินทุนในรูปของดอลลาร์สหรัฐไว้ล่วงหน้า
ในส่วนของเป้าหมายสินเชื่อของธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาเนื่องจากความเสี่ยงทางด้านการเมืองที่กดดัน แต่ยอมรับว่าลูกค้าที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งธนาคารได้เข้าไปให้การสนับสนุนสินเชื่อ โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มพลังงานที่เข้าไปลงทุนในประเทศลาว ซึ่งลาวได้วางเป้าหมายตัวเองในการเป็น Battery of Asia ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารถือเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานในลาวมากที่สุด
ทางด้านนายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แนวโน้มหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลจากลูกค้าในกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดย่อมที่มีวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท หรือ SSME ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือเพิ่มขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.6 % เทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่จะต่ำกว่า 2% แต่ธนาคารเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยระบบการติดตามหนี้ที่มีอยู่ โดยในขณะนี้ธนาคารได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุยเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลความเสี่ยงให้ทัน เช่นการขยายระยะเวลาการชำระหนี้
อย่างไรก็ตามหากมองในระยะถัดไปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงกดดันโอกาสในการทำธุรกิจ ทำให้เอ็นพีแอลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง ซึ่งธนาคารอยากแนะนำลูกค้าให้ลดต้นทุนในภาวะที่ความต้องการในตลาดลดลง รวมถึงหาพันธมิตรเพื่อความแข็งแกร่งในธุรกิจ รวมถึงการเตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ(BCP) เหมือนที่ธนาคารพาณิชย์มี เพื่อเตรียมการรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งแผนการขาย หรือการจัดส่งสินค้า เป็นต้น









