วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนหวั่นเลือกตั้งโมฆะชนวนความรุนแรง

ภาคธุรกิจ หวั่นเลือกตั้งโมฆะ ชนวนเกิดเหตุรุนแรง หวัง กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 30 วัน หวั่นกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นต่างชาติ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ว่าที่ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ภาคเอกชนกังวลว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น จึงต้องการให้ทุกพรรคการเมืองหันหน้าเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยการลงมาในสนามเลือกตั้ง และยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะว่ากลไกของประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คือ การเลือกตั้ง และขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่สามารถบริหารประเทศได้

“ภาคเอกชนอยากให้เกิดการเลือกตั้งรอบใหม่ภายใน 30 วัน เพื่อแก้ไขวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น เพราะว่าการเลือกตั้ง คือ กติกาของคนส่วนใหญ่ และไม่ต้องการเห็นคนแพ้เลือกตั้งออกมาเดินบนถนน เพราะระบอบประชาธิปไตยต้องไปสู้กันในรัฐสภา อย่ากลัวว่าจะสู้การโหวตในแต่ละเรื่องไม่ได้ คนไทยยุคใหม่ฉลาดมากขึ้น รู้ว่าเรื่องใดผิดเรื่องใดถูก หากรัฐบาลเสนอเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ก็สามารถทักท้วงกันได้ เพราะว่าทุกวงการมี 2 ข้าง คือ ข้างที่ถูกและข้างที่ผิด”

อย่างไรก็ตาม เอกชนก็ต้องปรับตัวรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ แต่หากมีรัฐบาลใหม่ ภายในไตรมาสที่ 2 ก็มั่นใจว่าใน 6 เดือนหลังของปีนี้ ภาคเอกชนจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้อัตราการเติบโต สูงกว่าที่หลายๆ หน่วยงานประมาณการไว้ก็เป็นไปได้เช่นกัน

รัฐหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเปิดทางปฏิรูป

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร หากยังไปอิงผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประเทศก็จะเดินไปสู่ทางตัน เพราะคู่ขัดแย้งยืนอยู่คนละฝ่าย ดังนั้นไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่มี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ กปปส.ก็ยังไม่พอใจ

“ถ้าจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนพ.ค.-มิ.ย. แนวทางนี้รัฐบาลก็จะยังคงถือไพ่เหนือกว่า ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางเลือก เนื่องจากไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้งได้ 2 ครั้ง ไม่เช่นนั้นตามกฎหมายจะถูกยุบพรรคหรือหากประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งก็อาจจะแพ้การเลือกตั้ง ขณะที่กลุ่ม กปปส. ก็ไม่พอใจ เพราะต้องการให้รัฐบาลลงจากอำนาจ แล้วเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป”

ขณะเดียวกัน ระหว่างกระบวนการจัดการเลือกตั้งตามกฎหมายกำหนดให้จัดขึ้นภายใน 45 วัน รัฐบาลจะเผชิญกับแรงบีบหลายทาง เช่น ชาวนาทวงเงินค่าข้าว ปัญหาเศรษฐกิจ และการที่ ป.ป.ช. กำลังจะตัดสินเรื่องทุจริตข้าว ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีอาจต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งทำให้มีคำถามเกิดขึ้นว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกฯ ของรัฐบาลรักษาการแทน

นายพรศิลป์ กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการน่าจะต้องเสียสละด้วยการประกาศให้สาธารณชนเห็นว่าพร้อมที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่หนึ่งเดือน ระหว่างรอจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเปิดทางสู่การปฏิรูป

การเมืองบีบปฏิรูปก่อนเลือกตั้งใหม่

นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองไทย คงไม่ลงตัวง่ายๆ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้วนกลับเข้าไปสู่เรื่องของการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นหากยังเดินหน้าเลือกตั้งอีกก็จะเกิดปัญหาเหมือนเดิม ทำให้ไทยได้รับผลกระทบยืดเยื้อ โครงการใหม่ๆ ที่ชะลอก็เดินหน้าไปไม่ได้ และกระทบต่องบประมาณรัฐปี 2558 แนวทางที่เห็นว่าเป็นไปได้ คือ ตั้งรัฐบาลกลางที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการเลือกตั้งโมฆะจะส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองยาวนานขึ้น กระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่ภาคธุรกิจก็จะต้องปรับตัว เพื่อประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป จากกำลังซื้อที่ยังไม่ดี

ด้าน นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไม่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจมากนัก แต่อาจทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น เช่น การยิง หรือการใช้ระเบิด เป็นต้น ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเชื่อว่าไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้แล้ว

นายผจญ ศรีบุญเรือง เจ้าหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไทย ไบโอแก๊ส เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะสะท้อนให้ว่าการกระทำบางอย่างของรัฐขัดต่อหลักกฎหมาย ไม่ได้อยู่ในกฎกติกาของสังคม โดยเชื่อว่าหลังจากนี้ประเทศไทยจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปอย่างแท้จริง แต่ความรุนแรงจะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและพยายามหาทางสร้างความรุนแรงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คาดว่าความวุ่นวายทางการเมืองน่าจะยืดเยื้อถึงต้นปีหน้า เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าช่วงครึ่งปีนี้ไทยคงยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

"การเมืองไทยยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะมีฝ่ายที่ไม่ยอมรับอยู่แล้ว และเรื่องต่อไปคือการทุจริตข้าวผมว่าคงจะออกมาว่าผิดจริง และยิ่งทำให้การเมืองไทยรุนแรงขึ้น กลุ่มก่อกวนก็คงทำให้สถานการณ์ดูรุนแรงขึ้น"

หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายสุชาย สุทัศน์ธรรมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า คำตัดสินจองศาลอาจจะส่งผลดีในระยะสั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยพอจะมีทางออกด้วยการเริ่มต้นใหม่ แต่ระยะกลางถึงระยะยาว ต้องติดตามว่าความขัดแย้งจะยังเกิดขึ้นต่อไปอีกหรือ

"หากยังอยู่ในภาวะสุญญากาศลากยาวเกินครึ่งแรกของปีคาดว่า จีดีพีไทยจะไม่มีการเติบโต แต่ถ้ามีสัญญาณให้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลได้ จีดีพีน่าจะเติบโตในระดับ 2-3% และหากยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า การเมืองจะมีทิศทางอย่างไร จะกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการเข้ามาลงทุน โดยใช้ปัจจัยทางการเมืองเป็นตัวตัดสินบ้างแล้ว"

ส่วนผลกระทบต่อตลาดทุน หากไร้ทางออก เชื่อว่าการประเมินมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย จะถูกปรับลดลง แม้พื้นฐานจะดี แต่เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ นักลงทุนก็ไม่อยากเข้ามาลงทุนระดับพีอีเรโชก็จะถูกกดลงไปอย่างแน่นอน

เสี่ยงถูกหั่นเครดิตกดบาทอ่อน

ด้านผู้บริหาร บล.ฟินันเซียไซรัส ให้ความเห็นว่า การที่ศาลตัดสินว่าโมฆะ ทำให้โอกาสที่จะมีรัฐบาลใหม่ในเดือนมิ.ย. แทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณปี 2558 ซึ่งปกติจะต้องเสร็จในเดือนก.ย. ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน และอาจไม่สามารถจ่ายค่าข้าวแก่ชาวนาได้อีกเช่นกัน

รวมถึงมีความเสี่ยงอาจถูกลดอันดับเครดิตของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่จะได้ผลลบชัดเจนคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน-ธนาคาร รับเหมา วัสดุก่อสร้าง

ส่วน บล.โนมูระพัฒนสิน มีความเห็นว่า จะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม มีความหวังว่าการเลือกตั้งใหม่ทุกพรรคจะกลับเข้าสู่การเลือกตั้ง และอาจจะช่วยแก้ปัญหาการเมืองให้คลายลงได้

ดังนั้น หากดัชนีหุ้นไทย ย่อสู่บริเวณ 1345-1340 แนะเป็นจุดเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลับเป็น 65% เท่าเดิม หลังจากลดลงไป 10% ที่ดัชนี 1380 จุด อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพระยะเดือนคาด ดัชนี ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบต้าน 1380 ด้วยแรงเก็ง Window Dressing ปิดไตรมาส 1 ปีนี้

ชี้เลือกตั้งช้ามีผลปรับลดจีดีพี

บล.เอเซีย พลัส เห็นว่า ผลการตัดสินจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน และส่งผลความรู้สึกของตลาด โดยผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการลง เนื่องจากสมมติฐานในการจัดทำประมาณการส่วนใหญ่ มักจะกำหนดให้ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งภายในครึ่งแรกของปี 2557

การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ กระบวนการต่อไปจะเป็นเรื่องของการจัดการเลือกตั้งใหม่ เร็วที่สุดคือครึ่งหลังของเดือนพ.ค. 2557 หรืออย่างช้าคือปลายปี 2557

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ช้ากว่าสมมติฐานที่วางไว้ ทำให้มีโอกาสปรับลดประมาณการการเติบโตของจีดีพี และผลกำไรต่อหุ้น หรือ อีพีเอส

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ สะท้อนว่าการเมืองไทยยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน และยังมีปัจจัยลบจากการที่รัฐบาลยังต้องมีคดีความที่รอตัดสินอีก 2-3 คดี

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล ที่สามารถทำงานได้เป็นปกติ