วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์รับหนี้เสียรายย่อยพุ่ง

"กสิกรไทย" ประเมินสัดส่วนเอ็นพีแอลมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก "ซีไอเอ็มบีไทย" รับสินเชื่อบุคคลยังซบเซาต่อ ผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม

สถานการณ์ทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา ทำให้กำลังซื้อในประเทศปรับลดลง และการลงทุนหยุดชะงัก ทำให้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชะลอตัวลง โดยนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ยอมรับว่า ขณะนี้มีลูกค้าที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องเข้ามาแล้ว 3,400 ล้านบาท และการที่พื้นที่การชุมนุมได้ลดขนาดลง ช่วยหนุนอำนาจซื้อของประชาชนเริ่มฟื้นกลับมาเพียง 50% แต่ยังไม่เท่ากับช่วงก่อนการชุมนุม

ขณะที่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวโยงกับชาวนา ที่ประสบปัญหาเงินจมกับลูกหนี้การค้า เพราะต้องยืดหนี้ให้กับชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจำนำข้าว ตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารได้ช่วยเหลือสภาพคล่องลูกค้าด้วยการให้พักชำระเงินต้น

ส่วนการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วยให้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป จึงช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาได้

นายพัชระ กล่าวว่า ทิศทางการขยายสินเชื่อจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้มีโอกาสปรับลดลงได้อีกจากเดิมที่ตั้งไว้ 9-11% ส่วนกรณีที่ไม่มีลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่กระทบมากนัก เพราะแผนการลงทุนยังมีอยู่ แต่ไม่มีงบประมาณที่จะใช้ในโครงการ ความต้องการสินเชื่อของลูกค้ารายเก่ายังมี ขณะที่ลูกค้าหลายรายยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งธนาคารไม่ห่วงเรื่องเป้าหมายมากนัก แต่จะเน้นการระมัดระวังคุณภาพสินเชื่อ

"ปัจจุบันเอ็นพีแอลจากสินเชื่อเอสเอ็มอี มีอยู่ประมาณ 2.85% แม้ธนาคารจะตั้งเป้าคุมเอ็นพีแอลไว้ระดับดังกล่าว แต่ยอมรับว่าเมื่อสินเชื่อใหม่ที่เข้ามาน้อยลง ก็ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่เป้ารายได้ของธนาคาร ยังวางไว้เท่าเดิม หรือเติบโต 14% แต่รายได้ค่าธรรมเนียมมีโอกาสปรับลดลงได้อีก"

ด้านนายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย รับว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาการเมืองทำให้ลูกค้าชะลอใช้จ่ายช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ช่วง 2 เดือนยอดสินเชื่อของธนาคารหายไป 50% เพราะลูกค้าไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะใช้จ่าย ที่ผ่านมาลูกค้าสินเชื่อบุคคลมีแนวโน้มผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น 1-2% จากปัจจุบันที่มี 3-4% โดยธนาคารปรับลดเป้าสินเชื่อรายย่อยลงจาก 34,000 ล้านบาท ลงเหลือ 25,000-26,000 ล้านบาท

ธนาคารต้องทำการตลาดเพื่อกระตุ้นลูกค้าที่ยังมีความจำเป็นในการใช้เงิน ด้วยการออกโปรโมชั่นสินเชื่อบุคคล 2 โปรโมชั่นหลัก เช่นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 18% และการคืนดอกเบี้ย 50% ใน 2 รอบบัญชีแรก ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้า

"ตั้งแต่ต้นปีมาลูกค้าเริ่มตึงตัว จากเศรษฐกิจชะลอ รายได้เท่าเดิม อารมณ์ผู้บริโภคก็ซึมๆ แต่คนยังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน"

เขาบอกอีกว่า ความเสี่ยงของสินเชื่อดังกล่าวยังคงมีอยู่ เพราะเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน แต่ดอกเบี้ยที่เข้ามาถือว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยง โดยมีเป้าควบคุมเอ็นพีแอลที่ 6% โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ลูกค้าระดับกลางถึงบนที่มีรายได้ 60,000 บาทต่อเดือน สามารถผ่อนชำระนานไม่เกิน 36 เดือน

ขณะที่ นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย ยอมรับว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจปัจจุบัน และการคืนเงินโครงการรับจำนำข้าวล่าช้า ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะเอ็นพีแอล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6% จากปกติ 5% โดยจะควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 7%

"เราเห็นสัญญาณการชะลอตัวของกำลังซื้อมาตั้งแต่ไตรมาส 4 โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าบุคคล ที่ชะลอตัวชัดเจน และไตรมาส 1 นั้นถือเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจ ที่ชาวนาจะได้รับเงินจำนำข้าวออกมาจับจ่าย แต่เมื่อเงินจำนำข้าวล่าช้า ทำให้ธุรกิจชะงักไปด้วย ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าที่เป็นเกษตรกรอยู่ที่ 25 % ของลูกหนี้ทั้งหมด"

เขากล่าวว่า ผลจากการชะลอตัวทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด หันมาจับกลุ่มลูกค้าในกลุ่มผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะกลุ่มนี้จะซื้อสินค้าไปเพื่อประกอบอาชีพ โดยได้ปรับงบลงทุนใหม่ จากเดิมใช้เงินลงทุน 140 ล้านบาท เพื่อขยาย 10 สาขาในปีนี้ จึงยกเลิกขยายสาขาทั้งหมด และนำเงินจำนวนหนึ่งมาทำการตลาดในการส่งเสริมการขายสินค้าที่นำไปประกอบอาชีพ ส่งผลให้ยอดขายสินค้าของกลุ่มดังกล่าว ปรับตัวขึ้นมามาก

"ผลดังกล่าวทำให้สัดส่วนรายได้จากกลุ่มร้านค้าจากเดิม 49% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60% ในปัจจุบัน และจะผลักดันไปให้ถึง 70% ส่วนยอดขายลูกค้ารายย่อย จะทรงตัวอยู่ในระดับเดิม

นอกจากนี้บริษัทยังปรับเปลี่ยนราคาสินค้าใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าเงินผ่อน ให้ลูกค้าวางเงินดาวน์เพิ่มขึ้นจากเดิม 8% เป็น 10% จะยืดอายุผ่อนชำระมากขึ้นจากเดิม 18 งวด เป็น 21 งวด รวมถึงปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 2% จากเดิม 1% ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแบบผ่อนชำระ 80% และลูกค้าเงินสด 20% ส่วนนโยบายการดูแลลูกค้าที่เป็นเอ็นพีแอล หากลูกค้ารายใดที่มีปัญหา บริษัทจะดำเนินการเข้าไปคุยเพื่อหาแนวทางแก้ไข หากต้องยึดสินค้ากลับคืน บริษัทจะนำสินค้าดังกล่าวมาปรับปรุงและขายต่อในราคาที่ลูกค้ารายเดิมค้างชำระไว้ ทำให้ช่วยลดปัญหาได้ โดยปัจจุบันมีอัตราการยึดสินค้าคืนอยู่ที่ 4% จากสินค้าทั้งหมด

การปรับกลยุทธ์นั้น ส่งผลให้บริษัทยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย 3 เดือนแรกของปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังเติบโตได้ 10% และส่งผลให้อัตราการทำกำไรสุทธิดีขึ้นจากเดิม 8 % เป็น 10% โดยภาพรวมการเติบโตของปีนี้ มองว่าการเติบโตของรายได้จะปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 20%ต่อปี เหลือ10%ต่อปี ส่วนกำไรสุทธิของปีนี้เติบโตกว่าปีก่อนได้