ตลาดหวังเงินไหลกลับหลังหุ้นสหรัฐแพง โบรกมองรับผลดีแค่ช่วงสั้น หวั่นการเมืองยุ่งไม่จบ ลุ้นวินโดว์เดรสซิ่งไตรมาสแรกพยุง
ตลาดหลักทรัพย์เชื่อเงินต่างชาติไหลกลับตลาดเกิดใหม่อีกครั้งหลังหุ้นสหรัฐแพง ระบุ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลดีท่องเที่ยว สอดคล้องกับนายกสมาคมบล.ขณะที่เชื่อดีแค่ระยะสั้น หวั่นการเมืองไม่จบจริง ลุ้นช่วงวินโดว์เดรสซิ่ง ปิดไตรมาสแรกหนุน ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยหลังใช้พ.ร.ก ฉุกเฉินพุ่ง 6% และมาร์เก็ตแคปแตะ 12.13 ล้านล้านบาท
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์จากนี้ไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องการไหลเข้า ของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสู่ตลาดของประเทศเกิดใหม่อีกครั้ง หลังจากเริ่มมีสัญญาณเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะราคาเริ่มแพงเกินไป
ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติ กลับเข้าซื้อหุ้นไทยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมี.ค.หลังจากขายหุ้นไทย ออกไปก่อนหน้านี้ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 2.75 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้น 4.95% จากสิ้นปีก่อน
สำหรับผลกระทบจากผลตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศขัดรัฐธรรมนูญนั้น นายจรัมพร เชื่อว่าตลาดได้ตอบรับผลกระทบไปหมดแล้ว ส่วนแนวโน้มการยกเลิกบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เชื่อว่าจะส่งผลดีกับภาพรวมของการท่องเที่ยวและความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติที่จะปรับตัวดีขึ้น
"มองว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น เพราะหุ้นในสหรัฐเริ่มแพงแล้ว ทำให้มีกำลังซื้อกลับมาในหุ้นของภูมิภาคเรา รวมถึงไทยด้วย ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั้น เชื่อว่าจะมาจากต่างประเทศมากกว่า แต่เรื่องเงินกู้ 2 ล้านล้าน นั้นคงจะได้รับผลกระทบและรับรู้ไปหมดแล้ว"
เขากล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนที่จะเริ่มออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ตั้งแต่เดือนพ.ค.เป็นต้นไป โดยจะไปที่ประเทศอังกฤษ และสแกนดิเนเวีย ส่วนเดือน มิ.ย.2557 จะไปสิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ส่วนเดือนก.ค.จะไปโรดโชว์ ที่ฮ่องกง และญี่ปุ่น
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เริ่มประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.2557 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.9% มูลค่าตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป)เพิ่มขึ้นจากระดับ 11.4 ล้านล้านบาทเป็น 12.13 ล้านล้านบาท
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ประเมินได้ยากว่ารัฐบาลจะมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในสัปดาห์นี้หรือไม่ แต่หากมีการยกเลิกจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและเกิดภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นต่อการลงทุน โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ เพราะมองว่าสถานการณ์การเมืองในไทยดีขึ้น และไม่มีความรุนแรง
“ จุดยืนของภาคเอกชนต้องการให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่แล้ว เพราะเป็นกฎหมายที่เกินความจำเป็น และส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว เพราะหลายประเทศไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศที่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากยกเลิกไป กลุ่มท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์มาก หนุนให้นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเดือนเม.ย.ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์”
ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น อาจจะคาดหวังมากไม่ได้ว่าดัชนีจะฟื้นตัวแรง ปัจจุบันต่างชาติก็ได้เริ่มซื้อสุทธิในตลาดหุ้นแล้ว ประกอบกับการลงทุนของต่างชาติในปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยในประเทศ นอกจากนี้แม้จะมีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ แต่ปัญหาความขัดแย้งการเมืองในประเทศก็ยังมีอยู่
ด้านนายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดมีการคาดการณ์อยู่แล้วว่า รัฐบาลจะไม่ต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วจะหันมาใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน ทำให้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และโรงแรม ปรับขึ้นรับล่วงหน้าไปแล้ว ดังนั้นแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะทรงตัว เพราะไม่มีทั้งปัจจัยบวก และปัจจัยลบ โดยมองกรอบดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,350-1380 จุด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป กล่าวว่า การไม่ต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น หลังภาพเศรษฐกิจมหภาคข้างหน้ายังไม่ชัดเจน แต่มีแรงกดดันเชิงลบทางเศรษฐกิจจากภายนอกเข้ามาน่าจะกระตุ้นให้มีแรงขายลดความเสี่ยง หลังแตะแนวต้านสำคัญที่1,380 จุด แต่ต้องจับ ตาดูท่าทีของฝั่งผู้สนับสนุนรัฐบาล โดยเฉพาะน.ป.ช.โดยคาดดว่าจะมีการจุดประเด็นโจมตีการทำงานขององค์กรอิสระ อาจเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองได้
ฝ่ายวิจัย บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่าในระยะสั้นตลาดยังมีการเก็งกำไร จากการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของนักลงทุนไทย-เทศ ดังนั้นประเมิน จังหวะย่อ เป็นโอกาสในการเข้าสะสมเพื่อเก็ง Window Dressing ในช่วงปลายเดือนนี้









