กนง. มีมติ 4ต่อ3 ลดดอกเบี้ยลงเหลือ2% มองการเมืองเสี่ยงเพิ่ม ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาด ลุ้นแบงก์หั่นดอกเบี้ยตาม หนุนเศรษฐกิจฟื้น
แบงก์ชาติเผย กนง. มีมติ 4 ต่อ 3 ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 2% หลังจากส่วนใหญ่มองการเมืองเสี่ยงเพิ่ม ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาด ส่วนเงินเฟ้อแม้เร่งตัวขึ้นแต่ยังอยู่ระดับต่ำ ค่าเงินมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมระบุ พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลต่อจีดีพี ด้านนักเศรษฐศาสตร์ ลุ้นแบงก์หั่นดอกเบี้ยตาม หนุนเศรษฐกิจฟื้น ขณะที่เครดิตสวิส กดจีดีพีไทยเหลือโต 2%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กนง. วานนี้ (12 มี.ค.) ที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 2.25% เหลือ 2% โดยมีผลในทันที
สาเหตุที่คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ปรับลดดอกเบี้ย เนื่องจากมองว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมีมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังยืดเยื้อ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานแม้จะปรับตัวขึ้นมาบ้าง แต่ยังอยู่ระดับต่ำ ดังนั้นนโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้กับเศรษฐกิจ และเอื้อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องในช่วงที่เศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเสียงส่วนน้อย 3 คน มีความเห็นว่า ควรจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมก่อน เนื่องจากเห็นว่าภาวะการเงินปัจจุบันผ่อนปรนอยู่แล้ว และอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากปัจจัยทางการเงิน จึงเห็นควรให้รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเมื่อนโยบายการเงินมีประสิทธิผลในการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
“เรื่องประสิทธิผลของดอกเบี้ยที่ลดลง ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้กรรมการแต่ละท่านมีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งเสียงข้างน้อยมองว่าประสิทธิผลของการลดดอกเบี้ยในภาวการณ์ขณะนี้อาจไม่ได้มาก จึงควรสงวนกระสุนนโยบายไว้ใช้ยามจำเป็น แต่กรรมการเสียงข้างมากเห็นว่า การลดดอกเบี้ยลงจะมีส่วนช่วยพยุงความเชื่อมั่นและทำให้ภาวะการเงินมีความผ่อนปรนมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนการช่วยของเศรษฐกิจได้บ้าง” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงเหลือ 2% นั้น ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี 3 เดือน นับจากวันที่ 1 ธ.ค. 2553 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขล่าสุดของเดือนก.พ. 2557 ไว้ที่ 1.22% ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยตรงกลางของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ธปท. ที่ 0.5-3%
นายไพบูลย์ กล่าวว่า หลังจาก กนง. ลดดอกเบี้ย ก็คงต้องดูว่าตลาดการเงินจะตอบสนองในทิศทางใด ซึ่งถ้าดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร ปรับลดลง ก็คงจะช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการลงได้บ้าง แต่ในส่วนของผู้ออมที่มีรายได้จากดอกเบี้ยก็คงจะปรับลดลงไปบ้างเช่นกัน จึงจะเห็นว่าดอกเบี้ยมีผลในทั้ง 2 ทิศทาง
สำหรับผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนนั้น เขากล่าวว่า ดอกเบี้ยที่ลดลงคงมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่ได้มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะตลาดได้คาดการณ์ไว้บางส่วนอยู่แล้ว ดังนั้นดอกเบี้ยที่ปรับลดลงมาอาจไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินมากนัก
ส่วนคำถามที่ว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ มีส่วนช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หรือไม่นั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายมักจะมีผลโดยทั่วไป ไม่ได้มุ่งเฉพาะเจาะจงที่ภาคเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่งเป็นพิเศษ เพียงแต่ดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่อนคลายลง อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหรือลงทุนของภาคเอกชนได้บ้าง
ปรับลดเศรษฐกิจปีนี้โตต่ำ 3%
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในการประชุม กนง. รอบนี้ได้มีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่เช่นกัน โดยจะมีการแถลงข่าวเป็นทางการวันที่ 21 มี.ค.นี้ ซึ่งตัวเลขใหม่ที่ปรับมีระดับต่ำกว่า 3% ตามที่เคยได้ประเมินไว้ก่อนหน้า เป็นผลจากการใช้จ่ายภาครัฐที่อาจจะไม่เป็นไปตามที่ ธปท. เคยคาดการณ์เอาไว้
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมีขึ้นหลังการประชุม กนง. แต่อย่างไรก็ตามในการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของ กนง. นั้น ได้ตัดงบลงทุนของภาครัฐออกไปเหลือเพียง 1 ใน 4 ของที่เคยประเมินไว้เดิม ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อการประมาณการเศรษฐกิจของ กนง. แต่อย่างใด
“เรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐเราได้ลดทอนเม็ดเงินที่คาดว่าภาครัฐจะสามารถใช้สอยลงไปจากเดิมมาก โดยได้ตัดงบในส่วนของโครงการ 2 ล้านล้านบาท และงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทออกไป เหลือไว้แต่เม็ดเงินที่อยู่ในส่วนของงบประมาณปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ทำให้เรามองว่าแผนการลงทุนของภาครัฐคงมีน้อยกว่าเดิม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราประเมินไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่า การใช้จ่ายภาครัฐคงไม่สามารถทำได้เต็มที่” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น กนง. ประเมินว่า มีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากการประชุมในครั้งก่อนหน้า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศหลัก ส่วนเศรษฐกิจจีนแม้ขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่การลงทุนเริ่มชะลอลง ด้านเศรษฐกิจเอเชียโดยรวมได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลัก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศของอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตามการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ
ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2556 และเดือนม.ค. 2557 ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศที่หดตัว โดยการใช้จ่ายภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ขณะที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเมืองมากขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่การส่งออกมีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ในปีนี้
กสิกรไทยชี้ กนง. หวังลดดอกเบี้ยกระตุ้นบริโภค
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า กนง.คงกังวลถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจจึงตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง เพื่อหวังช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยหรือการบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่ ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดดอกเบี้ยตาม
"เดิมทีเราคิดว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์เนื่องจากตัวเลขหลายๆ ตัว ยังไม่นิ่ง แล้วไปตัดสินใจในการประชุมครั้งต่อไปก็ยังทัน เพราะในเดือนเม.ย. นี้ จะมีตัวเลขส่งออกและตัวเลขเศรษฐกิจออกมา อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยของ กนง. ครั้งนี้ ก็ไม่ถึงกับเซอร์ไพรส์นัก"
ส่วนผลกระทบการลดดอกเบี้ยต่อค่าเงินนั้น นายเชาว์กล่าวว่าไม่น่าจะกระทบนัก เนื่องจากอยู่ในการคาดการณ์อยู่แล้ว โดยประเมินว่าปัจจัยต่างประเทศมีผลต่อค่าเงินบาทมากกว่า ทั้งเรื่องเฟดลดคิวอีและสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน
เขากล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจปีนี้โต 3% แต่หากสถานการณ์เลวร้ายก็มีความเป็นไปได้ที่ จีดีพี จะเหลือแค่ 2% ภายใต้สมมติฐานที่ว่าส่งออกเติบโตแค่ 3% จากเดิมวางไว้ 5% และการบริโภคไม่มีการเติบโตเลย ขณะที่สถานการณ์การเมืองยืดเยื้อถึงกลางปีและถึงแม้ว่าจะมีรัฐบาลแล้วแต่ไม่สามารถบริการจัดการได้
ส่วนกรณี พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ไม่ผ่านนั้น ไม่มีผลกระทบต่อประมาณการจีดีพี เนื่องจากจีดีพีที่ระดับ 3% ไม่ได้รวมเรื่องการลงทุน 2 ล้านล้านบาทอยู่แล้ว และก็เชื่อว่าหลายสำนักวิจัยที่มีการปรับลดจีดีพีในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ถอดเรื่องการลงทุน 2 ล้านล้านบาทไปแล้วเช่นกัน
ลุ้นแบงก์ลดดอกเบี้ยตามฟื้นศก.
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มติการปรับลดดอกเบี้ย 4 ต่อ 3 เสียง สะท้อนให้เห็นว่า กนง. ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันมากในเรื่องประสิทธิผลของการปรับลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ บล.ภัทร ประเมินไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่า การประชุม กนง. ครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25%
ส่วนประสิทธิผลที่มีต่อเศรษฐกิจจากการปรับลดดอกเบี้ย คงต้องขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.ถ้าธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงตาม ก็น่าจะมีส่วนช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นการลดภาระให้กับผู้ประกอบการและภาคครัวเรือน และ 2.ต้องดูว่าการเมืองมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้างหรือไม่ เพราะถ้ายังไม่ดีขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะลดลงก็คงมีผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจน้อย
นายพิพัฒน์ เชื่อว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ น่าจะมีส่วนทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง ซึ่งถ้าเงินบาทอ่อนค่าลงจริงอาจมีส่วนสนับสนุนให้การส่งออกฟื้นตัวได้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการส่งออกยังไม่ค่อยดีมากนัก
ส่วนกรณี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อกฎหมาย ยอมรับว่า อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนบ้าง แต่เชื่อว่าผลที่มีต่อเศรษฐกิจก็ไม่ได้มากนัก เพราะก่อนหน้านี้คนเริ่มทำใจไว้อยู่แล้ว
เครดิตสวิสหั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 2%
เครดิต สวิส เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "ประเทศไทย : การเมืองวุ่น แรงกดดันทางเศรษฐกิจ" ระบุว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจระยะสั้น อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยนั้น มีแนวโน้มว่าจะมาก ซึ่งเป็นผลจากความเสื่อมถอยในสถานการณ์การเมืองของไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ทีมงานเครดิตสวิส ปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2557 ลงเหลือ 2% จากเดิมให้ไว้ 3% และการปรับลดคาดการณ์จีดีพีครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากคาดการณ์การเติบโตของการท่องเที่ยวอ่อนแอลง บวกกับแรงต้านที่มีต่อนโยบายการคลังรุนแรงมากขึ้น และมากเกินกว่าที่คาดไว้ในช่วงแรก
เช่าซื้อรถยนต์เมินลดดอกเบี้ย
นายธีรชาติ จิรจรัสพร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เช่าซื้อ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธนาคารยังไม่พิจารณาลดดอกเบี้ยเช่าซื้อและคาดว่าสถาบันการเงินรายอื่นๆ ที่ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ส่วนใหญ่ น่าจะยังไม่พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเช่าซื้อลงตาม กนง.ด้วย โดยมั่นใจว่าทั้งระบบยังคงดอกเบี้ยเช่าซื้อเอาไว้ที่เดิม เพราะดอกเบี้ยเช่าซื้อในปัจจุบัน ถือว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว
บวกกับสถาบันการเงินได้ร่วมกับค่ายรถยนต์จัดทำแคมเปญดอกเบี้ย 0% บ้าง 1.99% บ้าง ซึ่งถือว่าเป็นการให้ส่วนลดดอกเบี้ยกับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์อยู่แล้วและให้ส่วนลดมากกว่าดอกเบี้ยที่ กนง. ลดอีกด้วย ปัจจุบันดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.65% และดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์มือสอง เฉลี่ยอยู่ที่ 3.85%
"กนง. ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เทียบกับดอกเบี้ยเช่าซื้อ ก็แค่ 0.10% ซึ่งไม่มีผลต่อค่างวดรถยนต์ การที่จะทำให้ยอดซื้อรถยนต์เพิ่มนั้น น่าจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น บวกกับความต้องการใช้รถจริงๆ มากกว่า"









