ตลาดหลักทรัพย์ เผยโครงการ 2 ล้านล้านขัดรัฐธรรมนูญ และการลดดอกเบี้ย 0.25% เป็นไปตามนักลงทุนคาด ไม่กระทบการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
นายเกียรติพงศ์ อริยาปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% และมติศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างน้อย เนื่องจากตลาดมีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้ว
"ตลาดหุ้นไทยได้รับรู้ข่าวการปรับลดดอกเบี้ยล่วงหน้าแล้ว ส่วนโครงการลงทุนภาครัฐ 2 ล้านล้านบาท คาดการณ์จะล่าช้าอยู่แล้ว แม้ 2 ล้านล้านอาจจะต้องยกเลิกไป แต่เชื่อว่าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะยังคงมีอยู่ เพราะเป็นนโยบายที่จำเป็นต่อประเทศ และว่าที่ผ่านมาจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่นโยบายด้านนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง"
ขณะนี้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น และเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เหมือนกับช่วงอดีต แม้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง แต่ก็ฟื้นตัวเร็ว เห็นได้จากดัชนีที่ปรับขึ้น 2.05% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน เฉพาะเดือนก.พ.ปิดที่ระดับ 1,325.33 จุด ปรับขึ้น 4.01% จากเดือนก่อนหน้า
นับตั้งแต่มีการชุมนุมการเมือง ดัชนีได้ปรับลดลงต่ำสุดที่ระดับ 1,224.62 จุด เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2557 หรือลดลง 220 จุด เมื่อเทียบกับก่อนที่จะมีการชุมนุม หรือเทียบกับวันที่ 31 ต.ค.2556 และล่าสุดจนถึงวันที่ 11 มี.ค. ดัชนีได้ปรับขึ้นมาแล้ว 140 จุด หรือฟื้นตัวกว่า 60-70% จากที่ได้ปรับลดลงไป
ขณะที่แรงขายของนักลงทุนต่างชาติก็ลดลง ผลจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ปี 2556 ที่ปรับตัวดีขึ้น การเลือกตั้งที่ผ่านไปได้โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และความกังวลของผู้ลงทุนต่อปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่คลี่คลาย
ส่วนมูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม)เฉลี่ยต่อวันในเดือนก.พ.อยู่ที่ระดับ 2.78 หมื่นล้านบาท ลดลง 55.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 12.18% จากเดือนก่อนหน้า โดยนักลงทุนทุกกลุ่มมีวอลุ่มการซื้อขายลดลงจากเดือนก่อนหน้า
จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือน ก.พ.อยู่ 2.13 หมื่นล้านบาท ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยแล้ว 3.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามต่างชาติก็มีแนวโน้มการขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2556
"มุมมองของนักลงทุนต่างชาติ เริ่มมองตลาดหุ้นไทยดีขึ้น ทิศทางเริ่มกลับเข้าไปสู่ภาพปกติ โดยปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะเวลา 2-3 เดือนข้างหน้า คือการลดมาตรการคิวอี และความเปราะบางของเศรษฐกิจในภูมิภาค"
นายกิตติ สุทธิอรรถศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติยังมีการซื้อขายในระดับที่ปกติในตลาดหุ้นไทย และเริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิในเดือนมี.ค.กว่า 5.5 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าการถือครองหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวยังอยู่ในระดับสูงกว่า 4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 34% ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ไทย และอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
"โครงการลงทุนภาครัฐ 2 ล้านล้านบาทที่ขัดต่อศาลรัฐธรรมชาติ ไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะนักลงทุนได้รับรู้ข่าวการชะลอลงทุนไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่นักลงทุนจะเริ่มมองการได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสหรัฐ และการเติบโตของกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก และภาคการผลิตของไทย ขณะที่ภาคการบริโภคในประเทศแม้จะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ก็ยังไม่เห็นการลดลงที่ชัดเจน"
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย แปซิฟิก ปรับลง 1.5% อยู่ที่ระดับ 135.97 เป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 เดือน หรือนับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.ปีนี้ โดยดัชนีหุ้นนิกเคอิลดลง 2.1% อยู่ที่ 14,893.65 จุด เป็นการลดลงตามดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.41% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.51% และดัชนีแนสแดกลง 0.63%
ส่วนตลาดเซี่ยงไฮ้ลดลง 0.8% ตามดัชนีหั่งเส็งปรับลง 1.7% ดัชนีหุ้นออสเตรเลียกับสิงคโปร์ ปรับลง0.5% ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ลดลง 1.5% ดัชนีหุ้นนิวซีแลนด์ปรับลง 0.1% ดัชนีหุ้นไต้หวันลง 0.2%
น.ส.อายาโกะ เซรา นักวางแผนการลงทุนของสึมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ โฮลดิ้งส์ อิงค์ กล่าวว่าความกังวลเกี่ยวกับจีนเป็นเรื่องใหญ่ แนวโน้มเศรษฐกิจจีนนั้นยังไม่ชัดเจนขณะนี้ และจับจ้องว่าเศรษฐกิจจีนพัฒนาไปอย่างไร และบรรดานักลงทุนต่างเตรียมตัวรับมือกับภาวะเศรษฐกิจเสื่อมถอยแล้ว
รายงานข่าวระบุอ้างอิงข้อมูลของทางการจีนว่า สินเชื่อในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 9 แสนล้านหยวน ในเดือนก.พ. ในภาวะที่ทางการจีนกวาดล้างการปล่อยกู้นอกระบบ ส่วนการส่งออกของจีนล่าสุดเทียบกับปี 2552 ก็ลดลงมากสุดเดือนก.พ.ปีนี้
โดยนายคาร์ล ทันเนนโบม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของนอร์ธเทิร์น ทรัสต์ คอร์ป กล่าวว่า มีสินเชื่อส่วนเกินอยู่เล็กน้อยที่ก่อเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ จีนต้องระมัดระวังอย่างมากกับความพยายามนำสิ่งต่างๆ เข้ามาให้อยู่ในความควบคุมได้ ไม่ได้ก่อให้เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่มาก ซึ่งจะเกิดการแตกหักขึ้นมาได้









