ส.อ.ท.เผยเสียดายพ.ร.บ.โครงการลงทุนขั้นพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทล่ม เนื่องจากจะเป็นจุดเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด ลดต้นทุนโลจิสติกส์
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีที่พ.ร.บ.โครงการ 2 ล้านล้านบาท ต้องล้มไปเป็นเรื่องน่าเสียดาย เนื่องจากพ.ร.บ.ดังกล่าว จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมาก เพราะมีการสร้างระบบรางใหม่ และขณะนี้หลายๆ ประเทศ ก็ได้ติดตามความคืบหน้าในการสร้างระบบโครงการพื้นฐานของไทย เพราะต่างชาติมองว่าประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค สามารถต่อเชื่อมไปยังประเทศต่างๆในอาเซียนได้ง่าย ซึ่งหากมีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นก็ยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ต้องรอดูต่อไปว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะใกล้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว ดังนั้นการก่อสร้างโครงการพื้นฐานใหม่เพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบในการการแข่งขัน
ทั้งนี้ โครงการต่างๆ ในพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นโครงการที่ดีมาก หากดำเนินการได้ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์แล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกขายสินค้าผ่านชายแดนมากขึ้น รวมทั้งลดความเลื่อมล้ำ และช่วยกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ได้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เอกชน ได้คาดหวังว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคักมาได้ เพราะมีการลงทุนต่างๆ ทั้งมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ยิ่งหยุดชะงักไป
ด้าน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติตีตกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทตกไปนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการลงทุนรถไฟความเร็วสูง ประมาณ 8 แสนล้านบาทนั้น มองว่าหากรัฐบาลชุดใหม่ยังเห็นว่ามีความจำเป็นต้องลงทุนอยู่ ก็สามารถเสนอเรื่องผ่านการพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้ามลงทุนในเรื่องนี้ เพียงแต่ที่ต้องตีตกไปเพราะเห็นว่ากระบวนการร่างกฎหมายไม่ชอบเท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลจะนำมาพิจารณาใหม่ก็ต้องดำเนินการให้รอบคอบ ทั้งแผนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการร่างทีโออาร์ และกว่าจะเริ่มลงทุนได้ก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี
ในส่วนของงบที่เหลืออีกประมาณ 1.2 ล้านล้านบาทนั้น จากที่เคยร่วมเป็นคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติ จะเห็นได้ว่าเป็นโครงการของกระทรวงคมนาคมที่ต้องดำเนินการลงทุนอยู่แล้ว เช่น รถไฟรางคู่ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก เป็นต้น แม้กฎหมายจะไม่ผ่าน โครงการลงทุนก็ยังสามารถดำเนินการได้ภายใต้ระบบงบประมาณปกติ และเชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลจากพรรคการเมืองไหนเข้ามาก็ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงการที่มีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจประเทศ โดยอาจจะตั้งเป็นงบประมาณแบบผูกพัน ดังนั้นการที่ พ.ร.บ.ไม่ผ่านก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่มาก









