วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

GRAMMY - ถือ

ปรับผลขาดทุนสุทธิปี 2557 เพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นการลงทุน

เราปรับลดคำแนะนำหุ้น GRAMMY จาก ซื้อเก็งกำไร เป็น ถือ เนื่องจากการคาดการณ์ผลขาดทุนสุทธิปี 2557 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากประมาณการเดิม อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์และเพลงซึ่งอยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้วได้ถูกซ้ำเติมมากยิ่งขึ้น จากภาวะการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัวลง และความไม่สงบทางการเมือง (และได้ส่งผลกระทบทางลบต่อธุรกิจอีเว้นท์ด้วย) เรายังคงไม่คำนวณผลกระทบของธุรกิจทีวีดิจิตัลเข้าไปในประมาณการของเรา เนื่องจากการเกิดขึ้นของจำนวนช่องทีวีดิจิตัลทั้งหมด 24 ช่อง (ซึ่งทุกช่องต่างเข้ามาเพื่อแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา) เป็นสิ่งใหม่สำหรับประเทศไทย เราเชื่อว่ายังคงไม่เหมาะสมที่จะคำนวณผลกระทบของธุรกิจทีวีดิจิตัลเข้าไปในประมาณการของเรา เนื่องจากยังคงมีหลายตัวแปรและหลายปัจจัยซึ่งยังคงยากที่จะคาดเดาและทำประมาณการ

ปรับประมาณการผลขาดทุนสุทธิปี 2557 เพิ่มขึ้น

บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/56 ที่ 556 ล้านบาท ทรงตัว YoY แต่ขาดทุนเพิ่มขึ้น 95% QoQ และผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/56 สูงกว่าคาด 121% รายได้ของทุกธุรกิจยกเว้นทีวีและภาพยนตร์ในไตรมาส 4/56 ปรับตัวลดลง YoY ซึ่งได้แก่ รายได้ธุรกิจเพลง (ลดลง 14% YoY) รายได้ธุรกิจวิทยุ (ลดลง 10%) รายได้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ (ลดลง 21%) และรายได้ธุรกิจอีเว้นท์ (ลดลง 13%)

เราปรับประมาณการผลขาดทุนสุทธิปี 2557 ของเราเพิ่มขึ้นอีก 84% เป็น 1.8 พันล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย โดยสะท้อนการปรับลดประมาณการรายได้รวมปี 2557 ลงอีก 11% โดยการปรับลดประมาณการรายได้ปี 2557 สะท้อนสมมติฐานรายได้ของธุรกิจเพลง รวมถึงธุรกิจสื่อ (ซึ่งได้แก่ สิ่งพิมพ์ วิทยุและทีวี) และธุรกิจอีเว้นท์ที่ลดลง เราคาดผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 1/57 ที่ 600 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 165% YoY และ 8% QoQ เนื่องจากปัจจัยการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัวลงและต้นทุนคอนเท้นต์ที่เพิ่มสูงขึ้น (ซึ่งเป็นผลของการตัดจำหน่ายคอนเท้นต์รายการเดิมที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ รวมกับคอนเท้นต์ใหม่จากฟ็อกซ์ที่จะเริ่มตัดจำหน่ายตั้งแต่ไตรมาส 1/57)

ธุรกิจทีวีดิจิตัลมีแนวโน้มขาดทุนสุทธิในช่วงสองปีแรก

GRAMMY ประมาณการว่าธุรกิจทีวีดิจิตัลมีแนวโน้มขาดทุนสุทธิในช่วงสองปีแรก (สำหรับทั้งช่องเอสดีและช่องเอชดีรวมกัน) โดยในปีแรกคาดขาดทุนสุทธิ 400-500 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้าต้นทุนการผลิตรวมและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับทั้งสองช่องในช่วง 400 ล้านบาทถึง 1 พันล้านบาทและงบลงทุนที่ 120 ล้านบาท แต่ต้นทุนการผลิตของช่องเอชดีจะสูงกว่าช่องเอสดีคิดเป็นประมาณ 25%