วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นพุ่ง15จุดเก็งกนง.ลดดอกเบี้ย

ดัชนีหุ้นไทยพุ่ง15 จุด เหตุนักลงทุนแห่เก็งกำไร หวังกนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% วันที่ 12 มี.ค.นี้ ด้านโบรกชี้หากลดจริง ดัชนีปรับขึ้นได้ถึง 50 จุด

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที 11 มี.ค.2557 ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องล่าสุดดัชนีปิดที่ระดับ 1,364.28 จุดเพิ่มขึ้น 15.23 จุดคิดเป็น 1.13% มูลค่าการซื้อขาย 3.2 หมื่นล้านบาท และแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ หุ้นแสนสิริ (SIRI) และหุ้นไรมอนแลนด์ (RML) ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นติด 1 ใน 10 หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากสุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นเป็นไปตามตลาดภูมิภาค ถือว่าปรับตัวขึ้นแรงกว่าคาด เพราะได้รับปัจจัยหนุน คือ ทิศทางตลาดภูมิภาค และเรื่องแรงเก็งกำไร เพราะนักลงทุนคาดหวัง คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (กนง.) จะประกาศปรับลดดอกเบี้ยในอัตรา 0.25% จึงทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพื่อหวังกำไรจากส่วนต่างของดัชนีที่มีโอกาสปรับตัวขึ้น รวมทั้งเรื่องการไม่ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้น

"เปรียบเทียบระหว่างส่วนต่างของผลตอบแทนจากพันธบัตรเทียบพีอีเรโชของตลาดหุ้นไทย หาก กนง.ลดดอกเบี้ย จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสขยับขึ้นไปได้ถึง 50 จุด หรือพีอีเรโชมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นไปอีก 0.57 เท่า แต่จะเป็นทยอยปรับขึ้นมากกว่า"นายเทิดศักดิ์กล่าว

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย น่าจะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่กรอบการเคลื่อนไหวมีแนวต้านสำคัญที่ 1380 จุด กลยุทธ์การลงทุนแนะนำลงทุนระยะสั้น และยังไม่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า สาเหตุที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้น เพราะนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรหวังคาดหวังว่า กนง.จะประกาศลดดอกเบี้ย ซึ่งจะมีการพิจารณาในวันนี้ (12 มี.ค.) โดยเชื่อว่าหุ้นกลุ่มอสังหาฯ จะได้รับอานิสงส์จากการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้

บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ ถือว่าเหมาะในการเข้าสะสมหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แม้ฝ่ายวิจัยจะปรับลดประมาณการผลประกอบการลง 2% เพราะความกังวลการยกเลิกการจองบ้านน่าจะสะท้อนไปในราคาหุ้นมากแล้ว

"ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการปีนี้ สำหรับบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลง 2% โดยเฉลี่ย และมีการใช้ส่วนลดที่ 15% เข้าไปในปริมาณยอดจองบ้าน ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อความเข้มงวด และประเมินว่ากำไรโดยรวมของกลุ่มอสังหาฯ จะเติบโตเหลือแค่ 4.3% ในปีนี้ และปีต่อไป 15% ซึ่งอัตราเติบโตเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 14% ต่อปี"

ความกังวลในเรื่องการยกเลิกจองบ้านเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบัน จึงมีสมมติฐานอัตราการยกเลิกเฉลี่ยอยู่ที่ 15% ของยอดจองที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับแต่ละบริษัทสำหรับที่พักอาศัยในแนวราบ คาดการณ์ยอดจองจะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 6 เดือน โดยจะรับรู้รายได้ 95% ปีนี้ได้วิเคราะห์ความอ่อนไหวพบกว่าทุกๆ 5% ของอัตราการยกเลิก จะมีผลให้ผลประกอบการลดลง 3% สำหรับช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ สามารถทำยอดจองโดยรวมได้ 8% จากเป้าที่วางไว้ แม้จะเปิดตัวโครงการค่อนข้างน้อยก็ตาม

ทั้งนี้ คาดยอดจองที่พักอาศัยจะปรับตัวดีขึ้น ช่วงครึ่งปีหลังเนื่องจากอุปสงค์ที่ค้างมาจากไตรมาส 4/2556 และต้นปีนี้ ซึ่งสถานการณ์การเมืองที่น่าจะคลี่คลาย แผนเปิดตัวคอนโดใหม่ในครึ่งปีหลัง คาดผลักดันยอดจองพุ่งสูงขึ้น และคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมอสังหาฯ โดยรวมคาดยอดจองรวม ทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท เทียบกับ แนวทางที่ได้รับจากผู้บริหารของบริษัทโดยรวมที่ 1.96 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3%จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ฝ่ายวิจัยคาดว่า บริษัทอสังหาฯที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ซื้อขายอยู่ในระดับพีอีเรโชเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เพราะเติบโตค่อนข้างน้อย 4% ก่อนหน้านี้ และการลดลงของราคาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ราว 25-60% ในช่วง 3-12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เห็นโอกาสที่จะเข้าทยอยสะสมหุ้นที่น่าสนใจ

บล.เอเซียพลัส ระบุว่าจากศึกษาความสัมพันธ์ถึงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ กับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย พบว่า จะมีทิศทางตรงกันข้าม หากลดดอกเบี้ย ราคาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ จะปรับเพิ่มขึ้น แม้ระยะสั้น sentiment ในการขายบ้านใหม่อาจจะเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในประเทศที่ลดลงต่อเนื่องตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา

การที่ราคาหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ได้ปรับฐานลงมาในระดับที่น่าสนใจ แม้หุ้นในกลุ่มได้ฟื้นตัวมาแล้วหลายแห่งแล้วก็ตาม แต่หุ้นบางแห่งมีความสามารถในการทำกำไรต่อหุ้นสูง เช่น บริษัทไรมอนแลนด์ (RML) คาดการณ์กำไรปีนี้เติบโตก้าวกระโดด 90% จากปี 2556 สู่ระดับ 1.4 พันล้านบาท สูงสุดในกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยประมาณการรายได้ปีนี้ไว้ที่ 8.5 พันล้านบาท เพิ่ม 50% ซึ่งมียอดจองรองรับแล้ว 100% โดยหลักมาจากคอนโดฯ 185 ราชดำริ

รายงานข่าวบริษัทแสนสิริ (SIRI) ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติในหลักการให้บริษัท ปภานัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทจำหน่ายทรัพย์สิน ได้แก่ อาคารสิริภิญโญ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าให้แก่กองทุนรวมสังหาริมทรัพย์แสนสิริ ไพร์มออฟฟิศ ("กองทุนรวม") กองทุนรวมที่จะจัดตั้งขึ้นนี้ คาดจะมีมูลค่าไม่เกิน 1,900 ล้านบาท จะนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและลดภาระหนี้ โดยจะจัดตั้งภายในไตรมาส 1 ปีนี้

ทั้งนี้ มีข้อตกลงคือบริษัทแสนสิริ จะเช่ากลับเพื่อใช้เป็นอาคารสำนักงานต่อไป สำหรับพื้นที่ 11,813 ตารางเมตร คิดเป็นพื้นที่ 64.33% ของพื้นที่ให้เช่าภายในอาคารสิริภิญโญ บริษัทตกลงจะรับประกันอัตราค่าเช่า และค่าบริการสำหรับพื้นที่ให้เช่าที่ว่างอยู่ปัจจุบัน เนื้อที่ 3,404 ตารางเมตร โดยมีระยะเวลารับประกัน 3 ปี และบริษัทตกลงที่จะรับประกันกำไรจากการดำเนินงานของทรัพย์สินที่กองทุนรวมจะเข้าลงทุนสำหรับช่วงเวลา 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่กองทุนเข้าลงทุน ซึ่งคิดเป็นเงิน 114.2 ล้านบาท

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ กล่าวว่าบริษัทแสนสิริถือหุ้นอยู่ในบริษัทปภานัน 100% หากขายอาคารสิริภิญโญ ออกไปจะมีกำไรบันทึกเข้ามายังงบรวมหากสมมุติให้มีกำไร 20-30% ของมูลค่า 1.9 พันล้านบาท ก็จะมีกำไรหลังภาษี 304-456 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 13-20% เทียบกับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 2,285 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่าย คือ ค่าเช่า 82 ล้านบาทต่อปี และการรับประกันรายได้ค่าเช่าขั้นต่ำให้กับกองทุนฯที่ตั้งไว้ 114.2 ล้านบาท คาดเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง รวมทั้งการที่บริษัทแสนสิริ กลับเข้าไปถือหุ้นในกองทุนฯอีก ซึ่งจะเป็นส่วนลดกำไร จึงคาดว่าระยะสั้นราคาหุ้นจะตอบรับข่าวดีนี้ จึงอาจมีการเก็งกำไร