คาดกำไรปกติปีนี้ เติบโตต่อเนื่องอีกราว 15%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
กำไรปี 2556 เพิ่มขึ้น 15%YoY ใกล้เคียงตามคาด : ในช่วง 4Q56 มีกำไรสูงสุดในรอบ 4 ปีและดีกว่าคาดส่งผลให้ปี 2556 มีกำไรสุทธิ 3,068 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15%YoY เนื่องจาก 1) ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 16% จากการที่ยอดขายสาขาเดิมเติบโต 4% และยอดขายสาขาใหม่ทั้งโฮมโปรและเมกาโฮมเติบโต 12% 2) อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นเป็น 26.8% จาก 26% ในปี 55 ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ โดยปลายปี 2556 มีสัดส่วน 20.4% เพิ่มขึ้นจาก 19.5% ในปี 2555
อย่างไรก็ดี การเปิดเมกาโฮม 2 สาขาในปี 2556 มีผลทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 23.2% จากระดับ 22.5% ในปี 2555
คาดการณ์กำไรปี 2557 เติบโตราว 15% : ฝ่ายวิจัยคาดรายได้ยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องจากแผนเปิดสาขาเพิ่ม 11 สาขาในปี 2557 แบ่งเป็นโฮมโปร 8 สาขา เมกาโฮม 2 สาขา และในประเทศมาเลเซีย 1 สาขา(พ.ย.2557) โดยในไตรมาสแรกจะเปิดสาขาลำปาง สุรินทร์ และประจวบคีรีขันธ์ และยังคงจัดงานโฮมโปรเอ็กซ์โประหว่าง 14-23 มี.ค.2557 ซึ่งทำให้ยอดขายในช่วงไตรมาสแรกน่าจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน
ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรน่าจะดีขึ้นเป็นลำดับจากแผนระยะยาวในการปรับสัดส่วนสินค้าเฮาส์แบรนด์ให้อยู่ที่ 25% โดยตั้งเป้าว่าปลายปีนี้จะปรับขึ้นเป็น 21.5% จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ 20.4% ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 27% จาก 26.8% ในปี 2556 ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายรวมน่าจะอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับที่ผ่านมาเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมจัดตั้งสาขาที่มาเลเซียและเมกาโฮม
ฝ่ายวิจัยคาดการณ์รายได้จากการขายในปี 2557 จะขยายตัวราว 15% เป็น 4.6 หมื่นล้านบาทและคาดการณ์กำไร 3.5 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งอาจมี upside จากการขายโฮมโปรสาขาหัวหินเข้ากองทุนรวมฯ ซึ่งน่าจะเกิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 หากภาวะตลาดเอื้ออำนวย
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมเหลือ 12.50 บาทจากเดิม 15.20 บาท: ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจากยอดขายและผลประกอบที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทประกาศจ่ายหุ้นปันผลอัตราส่วน 7 หุ้นได้ 1 หุ้นปันผล และเงินสดปันผลหุ้นละ 0.0159 บาท กำหนด XD 18 เม.ย. วันจ่าย 8 พ.ค.
การประเมินราคาเหมาะสมซึ่งปรับลด Prospect PER จากเดิมที่ระดับ 40 เท่าเหลือ 38 เท่าได้เท่ากับ 12.5 บาท(เดิม 15.20 บาท)ยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ทำให้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









