วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกลดเป้ากำไร'โรงแรม'การเมืองฉุด

"เอเซียพลัส" หั่นกำไรกลุ่มโรงแรมเหลือ 5% จากเดิมประเมินการเติบโต 8% หลังการเมืองยืดเยื้อฉุดยอดนักท่องเที่ยวต่ำ

"เอเซียพลัส" หั่นกำไรกลุ่มโรงแรมเหลือ 5% จากเดิมประเมินการเติบโต 8% หลังการเมืองยืดเยื้อฉุดยอดนักท่องเที่ยวต่ำเป้าระบุไตรมาส 2-3 เป็นโลว์ซีซันทำให้ไม่สามารถคาดหวังในการอัดฉีดโปรโมชั่นได้ ขณะที่กำไรงวด 2556 โตกว่า 3000% เหตุมีหลายโรงแรมที่มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน

ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มโรงแรมปี2556 จำนวน 6 บริษัท ประกอบด้วย ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ,แกรนด์ แอสเซท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้, ลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล, รร.รอยัล ออคิค (ประเทศไทย) แชงกรี-ลา โฮเต็ล และ เอเชีย โฮเต็ล มีกำไรสุทธิ 3,427 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่ทั้ง 6 บริษัทมีผลประกอบการรวมกัน ขาดทุนสุทธิ 49 ล้านบาท โดยบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) แจ้งผลประกอบการปี 2556 มีกำไรสุทธิ 936.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 57.74 ล้านบาทในงวดปีก่อน กำไรที่เพิ่มขึ้นมาก เพราะมีรายการพิเศษไตรมาส 2 ปี2556 จำนวน 805 ล้านบาท จากการบันทึกกำไรจากการขายโรงแรมไอ บิส 2 แห่งให้แก่กองทุนรวม

บริษัท เอเชียโฮเต็ล (ASIA) มีกำไรสุทธิ 499.25 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 159.17 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 213.64% สาเหตุที่บริษัทและบริษัทย่อยมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมากนั้น เพราะมีรายได้จากกิจการโรงแรมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 102.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.26% และมีรายได้ค่าเช่าและบริการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 59.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.28%

จากรายได้ประกอบกิจการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 134.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.30% และในงบการเงินรวมมีกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 412.37 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 397.14 ล้านบาท ปี 2555 มีกำไรจากปรับมูลค่า 15.23 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดสมมติฐานการเติบโตของอัตราค่าห้องพัก (REVPAR) ของกลุ่มโรงแรมจากเดิมคาดเพิ่มขึ้น 10% เหลือ 5% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมปีนี้ 6,248 ล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิม 8% เพราะการเมืองในประเทศ สร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อการท่องเที่ยวไทย และส่งผลกระทบต่อประมาณการของบริษัทในกลุ่มโรงแรม ทั้งอัตราการเข้าพักที่ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราค่าห้องพักที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่ได้มาก จากการแข่งขันด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดห้องพัก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยจะส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโตน้อยกว่าคาด ขึงให้น้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มนี้น้อยกว่าตลาด

นอกจากนี้ไตรมาส 2 และ 3 เป็นช่วงโลว์ซีซัน ดังนั้นความหวังสุดท้ายในการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย จึงมีโอกาสทำได้เต็มที่ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การท่องเที่ยวไทยไม่เป็นไปตามเป้าที่ภาครัฐวางไว้ปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทย 29-30 ล้านคน เพิ่มจากปี 2556 ที่คาดไว้ 26.7 ล้านคน

หากพิจารณาเชิงลึกในหุ้นรายตัวจะเห็นว่ากำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป (ERW) มีการปรับตัวลดลงแรงสุด เนื่องจากฐานธุรกิจหลักพึ่งพาโรงแรมมากสุด คิดเป็นสัดส่วน 90% ของรายได้ และโรงแรมในกทม.สร้างรายได้ 60-70% ขณะที่ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ยังมีการกระจายของธุรกิจ โดยเฉพาะ MINT จะกระทบน้อยสุด เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจหลากหลายมากสุด อีกทั้งรายได้จากโรงแรมในกรุงเทพคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7% ของรายได้จากการดำเนินรวม ขณะที่ CENTEL มีสัดส่วนรายได้เกือบ 55% กระจายไปยังธุรกิจอาหาร ทำให้สัดส่วนรายได้จากโรงแรมในกทม. คิดเป็นประมาณ 15-16% ของรายได้รวม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบวิกฤติที่เกิดขึ้นในธุรกิจโรงแรมได้บางส่วน

ด้านนักวิเคราะห์ บล.ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เป็นซื้อ และคาดการณ์ว่ารายได้ต่อห้องพักของธุรกิจโรงแรมจะเติบโต 6% ซึ่งใกล้เคียงกับที่ผู้บริหารคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ผู้บริหารของโรงแรมเซ็นทรัล พลาซา ยังให้ข้อมูลด้วยว่า อัตราการเข้าพักของธุรกิจโรงแรมลดลงเหลือ 72% ในเดือนม.ค.2557 จากระดับ 80% ในไตรมาส 4/2556 และม.ค.2556 เพราะความวุ่นวายทางการเมือง แม้ผู้บริหารจะยังไม่ได้รับรายงานตัวเลขเดือนกุมภาพันธ์ แต่แนวโน้มยังอยู่ในขาลง

ขณะที่นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) กล่าวว่า บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2557 ที่ 20,000 ล้านบาท เนื่องจากเชื่อว่าธุรกิจการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้เร็วหากสถานการณ์ทางการเมืองได้ข้อยุติ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากต่างประเทศที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

"ยังไม่มีการปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ เชื่อว่าจะทำได้ที่ระดับ 2 หมื่นล้านบาท เพราะหากดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ หรือไข้หวัดนก ซึ่งกระทบกับรายได้ของเราอย่างมากในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลงไป คนก็กลับมาเที่ยวอย่างมาก และชดเชยกับรายได้ที่หายไปได้"