วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจโลก...ฟื้นตัวภายใต้แรงต้าน

ถ้าจะให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างมั่นคงแข็งแรง เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ต้องฟื้นตัวด้วยเช่นกัน

ปรากฏการณ์ "เงินไหลกลับ" จาก "ตลาดเกิดใหม่" สู่ "ตลาดพัฒนาแล้ว" เป็นภาพที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่มีสัญญาณการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐเป็นต้นมา

"สหรัฐ" "ยุโรป" และ "ญี่ปุ่น" ถือเป็นเป้าหมายหลักของเงินไหลกลับในรอบนี้ ตามการคาดหวังต่อภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง

แล้วการฟื้นตัวนี้จะ "ยั่งยืน" ต่อเนื่องไปในระยะยาวได้หรือไม่ มี "แรงต้าน" อะไรที่จะทำให้การฟื้นตัวในระยะยาวไม่มั่นคง

Fundamentals สัปดาห์นี้ มีมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนมาฝากกัน

@ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงการฟื้นตัวระยะยาว เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.บัณฑิต นิจถาวร" ประธานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่า การที่เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับสู่ตลาดพัฒนาแล้วถือเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะ 4 - 5 ปี ก่อนเกิดวิกฤติ "ประเทศหลัก" ของโลกมีปัญหาเศรษฐกิจเติบโตติดลบ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นเองเศรษฐกิจไม่โต ทำให้เงินไหลมายัง "ตลาดเกิดใหม่" เป็นยุคทองของตลาดเกิดใหม่เพราะมีเงินทุนไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากทั้ง เอเชียและละตินอเมริกา แต่ 4 - 5 ปี ให้หลัง สหรัฐและยุโรปแก้ไขปัญหาได้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การลดอัตราดอกเบี้ยมากๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มมีความจำเป็นน้อยลง จึงเริ่มมีการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และเริ่มทำให้มีเงินทุนไหลกลับไป "ตลาดพัฒนาแล้ว" อีกครั้ง ในขณะที่ "ตลาดเกิดใหม่" เองก็เริ่มมีปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากเงินไหลกลับ เศรษฐกิจทั้ง 2 ภูมิภาคเริ่มปรับตัวเข้าใกล้กันเริ่มมีความเร็วที่ใกล้กันมากขึ้น คือ ตลาดพัฒนาแล้วเศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่เริ่มโตช้าลง

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวแต่ยังไม่แข็งแรงเพราะ

1) เศรษฐกิจสหรัฐเป็นตัวนำในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ ดังนั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐหากไม่ยั่งยืนก็จะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน

2) เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ไม่ได้ฟื้นตัวตามไปด้วยเป็นเศรษฐกิจขาลงต่างกับเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว

3) ในระยะสั้นเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเหมือนฟื้นตัวแต่ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาวยังไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าปัญหาในเชิงโครงสร้างยังไม่ได้แก้ไข โอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องก็มีน้อยลงไปด้วยเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดหุ้นปรับตัวลดลง ในขณะที่เศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวเพราะไม่มั่นใจต่อการฟื้นตัวในระยะยาว ถ้าจะให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างมั่นคงแข็งแรง เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ต้องฟื้นตัวด้วยเช่นกัน

"การชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะทำต่อเนื่องขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกมาด้วยว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นของมาตรการเท่านั้นเพื่อที่จะกลับไปสู่ระดับของมาตรการปกติซึ่งจะต้องมีการดูดสภาพคล่องที่อัดฉีดเข้าไปออกรวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งประเทศตลาดเกิดใหม่เองพร้อมหรือยังสำหรับแนวโน้มขาขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐ"

@ ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้แก้ไข โดย "ไบรอัน พี เบเกอร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการ บจ.พิมโก้ เอเชีย บอกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจพัฒนาแล้วน่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยยังมีแรงต้านหลักๆ 2 เรื่อง คือ

1) กลุ่มตลาดเกิดใหม่อาจจะปรับตัวต่อปัญหาการเติบโตไม่ได้ทั้งจากเรื่องการเมือง หรือ เงินทุนไหลกลับซึ่งจะทำให้เห็นว่าประเทศไหนแข็งแกร่งจริงๆ

2) ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดพัฒนาแล้วที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข กรณีของ "สหรัฐ" เองนั้น การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดการจ้างงานไม่เยอะพบว่าส่วนใหญ่เป็นงานชั่วคราว (Part Time) มากกว่างานประจำ ทำให้คนไม่มีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยแม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และภาพรวมของตลาดแรงงานเองมีการหดตัวรุนแรงในรอบ 30 ปี การที่อัตราการว่างงานลดลงไม่ได้เป็นผลบวกอย่างแท้จริง ช่วงเวลาของการว่างงานกว้างขึ้นเป็น 27 สัปดาห์ ทำให้หาแรงงานมาทดแทนชดเชยได้ช้า

ส่วน "ยุโรป" เองนั้นมีพัฒนาการเชิงศักยภาพที่ดีขึ้นอย่างมาก สาเหตุหลัก คือ กลุ่มยุโรปชั้น 2 ตลาดแรงงานโตมากขึ้นและมีการปรับศักยภาพในการแข่งขันให้ดีขึ้นจากในอดีตที่มีต้นทุนสูงเกินจริงจนไม่มีใครกล้าเข้าไปลงทุนเพราะต้นทุนแพง การปรับเชิงโครงสร้างนี้ช่วยดึงให้ภาพรวมของยุโรปกลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตามการมีแรงงานมากขึ้นแต่รายได้น้อยลงก็เป็นแรงต้านทำให้การบริโภคลดลง ดังนั้นควรจะมีการผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดให้มากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคในยุโรป นอกจากนี้สถาบันการเงินยุโรปมีความกล้าที่จะกล้าปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจหรือไม่

"ญี่ปุ่นเองได้ปัจจัยบวกจากมาตรการ Abenomic ทำให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้นเหมือนว่าจะทำได้สำเร็จ ประชากรอยากบริโภคเพิ่มขึ้นเพราะไม่อยากซื้อของแพงในอนาคต ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้น แต่แรงต้านมาจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะทำให้ยอดค้าปลีกชะลอตัวซึ่งอาจฉุดเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ความกล้าลงทุนของบริษัทยังมีไม่มาก และที่สำคัญที่จะทำให้ Abenomic ไม่บรรลุเป้าหมายไม่สามารถที่จะปรับโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน เช่น ปัจจุบันญี่ปุ่นมีแรงงานลดลงเรื่อยๆ ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลาดแรงงานมีแต่เล็กลง นโยบายด้านคนต่างด้าวจึงสำคัญมาก"

@ โอกาสในการกระจายการลงทุน เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย แนะนำว่า การลงทุนหัวใจคงเป็นเรื่องของการจัดสรรสินทรัพย์การลงทุนอย่างเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตัวเองคงไม่ได้เป็นการทุ่มการลงทุนไปในสินทรัพย์ใดไปจนหมด โอกาสการลงทุนในต่างประเทศเองเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นมาค่อนข้างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ซึ่งใน 3 ตลาดหลักนี้ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป "สหรัฐ" มองในเชิงของความรู้จักและการกระจายตัวของธุรกิจไม่มีที่ไหนดีเท่ากับดัชนี S&P500 ของสหรัฐ ความมั่นใจในธุรกิจ ความคุ้นเคย ตลอดจนความกว้างไกลของธุรกิจแต่บางคนมองว่าหุ้นสหรัฐขึ้นมามากแล้วในช่วง 2 ปี ทำให้ราคาขึ้นมาอยู่ในระดับที่ไม่ถูกในระยะสั้น แต่ยังคงเป็นราคาที่สมเหตุสมผลในระยะกลางถึงยาว

ส่วน "ญี่ปุ่น" คนให้ความสนใจต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ดูเหมือนนโยบายที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาค่อนข้างมากเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้เช่นเดียวกัน ส่วนจะต่อเนื่องแค่ไหนยังต้องติดตามต่อไป

ในขณะที่ "ยุโรป" เองในแง่ของมูลค่าตลาดหุ้นไม่ว่าจะวัดจากสัดส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) หรือสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วยุโรปจะถูกกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น เพราะเพิ่งผ่านช่วงเศรษฐกิจถดถอยมาและกำลังจะฟื้นตัว

"ดังนั้นเสน่ห์ของตลาดพัฒนาแล้วทั้ง 3 แห่งก็จะแตกต่างกันออกไป ตลาดหุ้นไทยเองใช่จะไม่ดีแต่มีปัญหาการเมืองเข้ามากระทบตลอดจนเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปตลาดพัฒนาแล้ว อยากให้นักลงทุนไทยยกระดับสู่การเป็นนักลงทุนระดับโลก (Global Investor) โดยอาจจะมีสินทรัพย์และหนี้สินหลักในสกุลเงินบาท แล้วเจียดเงินบางส่วนกระจายไปลงทุนในต่างประเทศบ้างซึ่งจะช่วยให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนปรับตัวดีขึ้นด้วย"

ทั้งหมดนี้คงเป็นข้อมูลช่วยให้นักลงทุนมีความเข้าใจภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในท่ามกลางแรงต้านที่ยังมีอยู่ได้ดีขึ้นและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรเงินลงทุนของคุณอยู่บ้างไม่มากก็น้อย