วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดับบลิวเอชเอเล็งปรับค่าเช่าคลัง3-4%

"ดับบลิวเอชเอ" เผยมีแผนปรับขึ้นค่าเช่าคลังสินค้าปีนี้ 3-4% พร้อมเดินหน้าขยายตลาด ตปท. เริ่มรุก AEC ปีนี้ ก่อนขยับสู่เอเชียในอีก 5 ปี

นายแพทย์สมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA คาดว่าในปีนี้บริษัทฯ จะสามารถทำกำไรสุทธิได้ทรงตัวหรือใกล้เคียงกับปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิประมาณ 1,464 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้าบางกลุ่มมีการชะลอตัวลงไป จากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง แต่ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับลูกค้าที่มีการเช่าคลังสินค้าระยะยาว รวมถึงการที่บริษัทฯ มีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนทุกปี จะส่งผลให้มีกำไรจากการขายเข้ามาเพิ่ม

โดยในปีนี้รายได้จากค่าเช่าและการบริการจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 40% และกำไรจากการขายสินทรัพย์จะอยู่ที่ 60%ซึ่งในอนาคตสัดส่วนรายได้จากค่าเช่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าการขายสินทรัพย์ เนื่องจากบริษัทมีการขายสินทรัพย์ที่เป็นคลังสินค้าน้อยกว่าจำนวนพื้นที่เช่าคลังสินค้าที่สร้างขึ้นมาใหม่ในแต่ละปี

"กำไรปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อนหรือทรงตัวจากปัญหาการเมืองที่มีลูกค้าบางกลุ่มชะลอลงไป แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนรายได้จากค่าเช่าปีนี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% รวมถึงกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทจะมีเข้ามาทุกปี เนื่องจากเราสร้างเพื่อขายน้อยกว่าสร้างไว้ให้เช่า ซึ่งทำให้ในอนาคตสัดส่วนรายได้ค่าเช่าและการบริการจะมากกว่ากำไรจากการขาย จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 40 : 60 ตามลำดับ" นายแพทย์สมยศ กล่าว

โดยในปีนี้บริษัทมีแผนขึ้นค่าเช่าพื้นที่คลังสินค้าโดยเฉลี่ย 3-4% จากการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ Build to Suit สำหรับออฟฟิศและอาคารคลังสินค้า ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มพื้นที่เก็บสินค้าในแนวดิ่งให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น และจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับค่าเช่าคลังสินค้าของบริษัทฯ ได้

นอกจากนั้นบริษัทมีแผนขยายตลาดไปยังตลาด AEC โดยเบื้องต้นมีการเจรจาอยู่ในพม่า และอินโดนีเซีย ในลักษณะของการเข้าไปร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น หรือพันธมิตรทางธุรกิจ คาดว่าจะสามารถเปิดอาคารคลังสินค้าในเฟสแรกได้อย่างต่ำ 1.5 หมื่นตารางเมตร ในขณะเดียวกันบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะรุกตลาดในภูมิภาคเอเชียภายใน 5 ปี และตั้งเป้าที่จะเป็นคลังสินค้าระดับโลกได้ภายใน 20 ปี

"เราจะเริ่มต้นใน AEC ก่อนปีนี้ และจะขยายไปในภูมิภาคเอเชียในอีก 5 ปี และจะก้าวไปสู่ความเป็นสากลให้ได้ภายใน 20 ปี โดยจะมีการขยายคลังสินค้า โลจิสติกส์ ซึ่งอาจจะเป็นการสร้างใหม่หรือซื้อกิจการเดิมที่มีอยู่แล้ว"นายแพทย์สมยศกล่าว