วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ดธ.ก.ส.ดีเดย์27ก.พ.ขายตั๋วพี/เอ็น8หมื่นล.

บอร์ดธ.ก.ส. ถกวันนี้ ไฟเขียวออกตั๋วพี/เอ็นขายสถาบันการเงิน-รัฐวิสาหกิจ 8 หมื่นล้าน ออกล็อตแรก 2 หมื่นล้าน 27 ก.พ. นี้

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมเสนอขายตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 27 ก.พ. นี้ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยล่าสุดมียอดค้างจ่ายทั้งสิ้น 1.14 แสนล้านบาท

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมแผนหาเงินมาใช้หนี้โครงการรับจำนำข้าวแสนล้านบาท โดย ธ.ก.ส. ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น) วงเงิน 80,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าดอกเบี้ยน่าจะอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 3% ส่วนวงเงินที่จะระดมได้นั้น ธ.ก.ส. ไม่ได้คาดหวังจะระดมทุนได้ครบวงเงินทั้งหมด

นายลักษณ์ กล่าวว่าหากได้ไม่ครบวงเงินที่ต้องการ ก็จะใช้การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์โดยตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งการใช้เงินล็อตนี้ มีแผนที่จะเสนอขายให้กับรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และกองทุนวายุภักษ์

"การออกตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้มีการขอมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งมีการอนุมัติไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2556 ที่ผ่านมา"

นายลักษณ์ กล่าวว่า เงินก้อนนี้จะเป็นการทยอยออกล็อตละ 20,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มเสนอขายวันที่ 27 ก.พ. นี้ และคาดว่าจะได้เงินเข้ามาประมาณวันที่ 4 มี.ค. ที่จะถึงนี้ โดยจะมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งจะมีการประชุมบอร์ด ธ.ก.ส.ในวันนี้ (24 ก.พ.) เพื่อขออนุมัติ

นายลักษณ์ ย้ำว่า ขณะนี้รัฐบาลค้างหนี้ชาวนา 875,907 ราย คิดเป็นวงเงินค้างจ่ายชาวนา 114,804 ล้านบาท จากที่เคยถือใบประทวนทั้งหมด 1,400,000 ราย เป็นเงิน 181,000 ล้านบาท โดย 2 เดือนนี้คือเดือนม.ค.-ก.พ. มีการชำระหนี้คืนชาวนาไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท

พนักงาน ธ.ก.ส.แต่งเขียวต้านเลิกจ้างผจก.

แหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส. กล่าวว่า วันนี้ (24 ก.พ.) จะมีการประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. โดยมีวาระสำคัญพิจารณาหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ความคืบหน้าการจัดหาเงินจ่ายค่าข้าวให้กับชาวนา นอกจากนี้ ยังมีวาระเกี่ยวกับการดำเนินการของ ธ.ก.ส. ภายหลังจากที่ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2556 ให้ขยายวงเงินโครงการรับจำนำข้าว ปี 2556/57 จากวงเงิน 5 แสนล้านบาท เพิ่มอีก 1.3 แสนล้านบาท

ประเด็นนี้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าผู้บริหาร ธ.ก.ส. ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังที่จะแก้ปัญหาการจัดหาแหล่งเงินเพื่อช่วยเหลือชาวนา จนทำให้เกิดปัญหาม็อบชาวนาทวงเงินค่าข้าวจากรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา

"รัฐมนตรีหลายคนรู้สึกว่าผู้บริหาร ธ.ก.ส. ยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจนกลายมาเป็นปัญหาการชุมนุมเกิดขึ้น ในการประชุมที่กรมศุลกากรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้จัดการ ธ.ก.ส. มาก ดังนั้นการประชุมวันนี้เป็นไปได้ที่ผู้จัดการ ธ.ก.ส.จะถูกกดดันจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาจ่ายเงินค่าข้าว ส่วนจะนำไปสู่การเลิกจ้างหรือไม่ ต้องรอดูการประชุมวันนี้" แหล่งข่าวกล่าวและว่า สำหรับผู้จัดการ ธ.ก.ส. ขณะนี้ได้รับการต่อสัญญาว่าจ้างรอบที่ 2 มาแล้วประมาณ 3-4 เดือน

วันนี้ (24 ก.พ.) พนักงาน ธ.ก.ส.ได้นัดแต่งชุดสีเขียวเพื่อให้กำลังใจผู้จัดการ ธ.ก.ส. ทั้งนี้ในหมู่พนักงาน ธ.ก.ส. ได้มีการส่งไลน์ถึงกัน ระบุว่าหากมีการเลิกจ้างผู้จัดการ ธ.ก.ส. คนนี้ ก็จะนำหลักฐานการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมา มายืนยันว่าหลังจากรัฐบาลมีมติ ครม.ออกมาแล้ว ธ.ก.ส. ได้ทำอะไรไปบ้าง

ขอใช้งบกลาง 2 หมื่นล้าน จ่ายชาวนา

แหล่งข่าวจาก คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (24 ก.พ.) จะมีการประชุม กขช. เพื่อพิจารณาเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์เสนออนุมัติออกมาตรการเยียวยาชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/57 โดยเสนอใช้งบกลาง เพื่อจ่ายชดเชยค่าเสียโอกาสให้แก่ชาวนาเข้าโครงการล่าช้า ซึ่งเบื้องต้นจะพิจารณาเงินชดเชยและอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7% หรือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยจ่ายชดเชยเฉพาะชาวนา ที่ยังไม่ได้รับเงินตามใบประทวนช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. 2556

นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ยังขอใช้งบกลางมาจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา ตามใบประทวนในเดือนต.ค.-พ.ย. 2556 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท หากที่ประชุมกขช.อนุมัติแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้ครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.) ทันที และต้องเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกด้วย

"การเสนอจ่ายเงินชดเชย หรือค่าเสียโอกาสที่ชาวนาได้รับเงินค่าข้าวล่าช้านั้น เป็นมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการเยียวยาชาวนา ที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งหากชาวนาได้รับเงินตามใบประทวน อาจจะนำเงินไปฝาก และได้รับดอกเบี้ย เช่นเดียวกัน หากชาวนาไม่มีเงินใช้จ่ายก็ต้องกู้เงินมา จึงจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสเหล่านี้ให้แก่ชาวนา"

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องการให้กระทรวงพาณิชย์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทยอยจ่ายเงินค่าข้าวให้แก่ชาวนา ที่เข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/57 ช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.2556 ไปก่อน เพราะชาวนากลุ่มนี้ รอมานานเกือบ 5 เดือนแล้ว โดยเดือนต.ค. มีชาวนาได้รับตามใบประทวนไปบ้างแล้ว ยังเหลือวงเงินที่ยังไม่ได้จ่ายอีกเพียง 6 พันล้านบาท

ส่วนชาวนาที่ได้รับใบประทวนเดือนพ.ย.2556 และยังไม่ได้รับเงิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือถึงแนวทางที่จะนำงบกลางมาใช้สำรองจ่ายไปก่อน ในระหว่างรอเงินจากการออกพันธบัตรขายรายย่อยของกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะมีขั้นตอนดำเนินการราว 2 เดือน

อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณแจ้งต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันงบกลางภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 มีวงเงินสำรองจ่าย 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศรส.) ได้ขอใช้งบกลาง ไปเพื่อการรักษาความสงบในช่วงการชุมนุมทางการเมืองและค่าเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาทแล้ว

ดังนั้น จึงมีวงเงินเหลือใช้ได้เพียง 6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถนำงบกลางทั้ง 6 หมื่นล้านบาท มาใช้ได้ทั้งหมด เพราะต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ไปจนถึงเดือนก.ย. 2557 ที่สิ้นสุดปีงบประมาณ โดยน่าจะใช้งบกลางได้ไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

สำนักงบหวั่นขัดมาตรา 181 (4) เอื้อพรรคการเมือง

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะนำงบกลางมาใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าวนั้น จะต้องเสนอให้ กกต.พิจารณาว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (4) หรือไม่ แม้โครงการรับจำนำข้าวจะเป็นนโยบายรัฐบาลและชาวนาได้รับความเดือดร้อน แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้หาเสียงมาก่อน และความเสียหายที่เกิดจากโครงการก็มาจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาล

ดังนั้น จึงน่าจะไม่เป็นไปตามนิยามของงบกลาง ที่กำหนดให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนหรือกรณีมีภัยพิบัติธรรมชาติ โดยอาจจะขัดมาตรา 181 (4) ที่ระบุว่า ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” หรือห้าม ครม.รักษาการใช้ทรัพยากรใดๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน บุคคล หรืออาคารสถานที่ ไปในทางที่จะก่อให้เกิดผลใดๆ ต่อการเลือกตั้ง

2 อดีตรมช.คลังชี้ทางออกต้องขายข้าว

ด้าน นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ารัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะออกนโยบายหรือดำเนินการใดๆ ที่จะผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป ฉะนั้นการออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินมาเพื่อการใดไม่เฉพาะโครงการรับจำนำก็ยากที่จะทำได้ รวมถึงการปรับปรุงแผนก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการออกพันธบัตรและให้รัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมาลงทุน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ก็ไม่มั่นใจว่าตลาดทุนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจต้องคำนึงผลกระทบที่จะตามมา ยังไม่รวมปัญหาด้านกฎหมายที่ไม่ชัดเจนว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะหากมีผลต่อต้านจะรุนแรงกว่ากรณีธนาคารออมสิน

นายพิสิฐ ยังเสนอว่า ในเมื่อรัฐบาลมีข้าวอยู่ในสต็อก ก็น่าจะรีบขายและนำเงินมาจ่ายหนี้ชาวนา หรือคืนข้าวบวกดอกเบี้ยหรือชดเชยส่วนต่างราคาข้าวให้ชาวนาก็น่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าและถูกกฎหมาย ซึ่งหากรัฐบาลจัดการเรื่องเงินกู้ก่อนยุบสภาก็จะไม่เกิดปัญหา

"การออกพันธบัตรรัฐบาลถ้าประกาศออกมาแล้วขายไม่ได้ รัฐบาลจะยิ่งขายหน้าไปอีก และอาจได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนจะกระทบต่อตลาดหุ้นได้"

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า การแก้ปัญหาฝั่งเงินกู้ของรัฐบาลก็ทำได้ยาก ยกเว้นรัฐบาลจะหมดสภาพการเป็นรัฐบาลรักษาการ ฉะนั้นทางเดียวที่ไม่ผิดกฎหมายและทำได้ คือ ใช้วิธีการทางการตลาด ด้วยการขายข้าวในสต็อกออกไป แม้จะขายขาดทุนไปบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย นอกจากนั้น ก็อาจจะใช้วิธีคืนข้าวให้ชาวนาไปขายเอง และกระบวนการขายไม่ต้องผ่านการประมูล ทั้งนี้ที่ผ่านมาเงินที่รัฐบาลหามาใช้จะให้กระทรวงการคลังจัดหาและค้ำประกันมีการดำเนินการผ่าน ครม. อย่างเปิดเผย แต่ขณะนี้กลายเป็นการค้ำประกันทางวาจา และสิ่งที่ออกมา อาจจะทำให้ผิดมาตรา 181 (4) เพราะว่าใช้กลไกของรัฐที่มีผลต่อความนิยมของรัฐบาล