ราคาหุ้นแบงก์กรุงเทพลง 2% หลังเอ็มเอสซีไอลดน้ำหนักลงทุนมีผล 28 ก.พ.นี้ ด้านนักวิเคราะห์ยังแนะลงทุน หวังการเมืองคลี่คลายหุ้นเด้งกลับ
วานนี้ (19 ก.พ.) ราคาหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ปิดการซื้อขาย 172.50 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือเกือบ 2% มูลค่าการซื้อขาย 1.6 พันล้านบาท เนื่องจากมอร์แกน สแตนเลย์ แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ เอ็มเอสซีไอ (MSCI) เตรียมประกาศปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) โดยจะมีผลวันที่ 28 ก.พ.นี้ ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำขาย เนื่องจากถูกปรับลดน้ำหนักจาก MSCI
นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยยังแนะนำซื้อหุ้นธนาคารกรุงเทพ เพราะแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง พอร์ตสินเชื่อของธนาคารยังคงเติบโตต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนโดยธุรกิจของบรรษัทขนาดใหญ่และธุรกิจเอสเอ็มอีที่เน้นส่งออก และการให้สินเชื่อบริการในต่างประเทศ
นอกจากนี้ธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากต่ำที่สุดอยู่ที่ 90% มีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารไทย อยู่ที่ 214% จึงเชื่อว่าเมื่อความวุ่นวายทางการเมืองคลี่คลายลง ราคาหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) จะมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก ผลจากสินเชื่อบรรษัทขนาดใหญ่และสินเชื่อเอสเอ็มอีมากที่สุดในกลุ่ม
ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า กรณีการถอนเงินฝากจากธนาคารออมสิน จะไม่ส่งผลต่อระบบธนาคาร เนื่องจากสาเหตุของการถอนไม่เกี่ยวกับความไม่มั่นใจต่อระบบธนาคาร แต่เนื่องมาจากความไม่พอใจโครงการรับจำนำข้าว ทั้งนี้นอกจากธนาคารออมสินแล้ว ธนาคารกรุงไทย และ ธกส. ต่างก็เผชิญแรงถอนเงินจากประชาชน
นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้วงเงินจำนำข้าวจะสูงถึง 7.19 แสนล้านบาท แต่คิดเป็นเพียง 11.6% ของวงเงินกู้ของกลุ่มธนาคารภาครัฐ จึงไม่กระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร และจะเป็นเหตุการณ์ในระยะสั้นเพื่อต่อต้านแผนในการกู้เงินธนาคาร เพื่อมาจ่ายโครงการรับจำนำข้าว
สภาพคล่องของประเทศไทยไม่มีปัญหา และด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพี อยู่ที่ 45% นับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ดังนั้นการแห่ถอนเงินจะไม่ส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIS) และธนาคารกรุงไทย (KTB) อยู่ที่ 119% และ 90.8% ตามลำดับ
ขณะที่ส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์อยู่ที่ 6.3% สำหรับ SFIS และ 8.2% สำหรับธนาคารกรุงไทย (KTB) เชื่อว่าในระยะสั้นธนาคารของภาครัฐสามารถใช้อินเตอร์แบงก์ (INTERBANK) ในการหาเงินกู้ระยะสั้น เพื่อทดแทนเงินฝากที่หายไปได้
ด้านนักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า การถอนเงินฝากจากธนาคารออมสิน เป็นปัญหาเฉพาะของธนาคาร ที่เกิดจากลูกค้าบางส่วนขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายภายในของธนาคาร ไม่ได้มาจากความกังวลต่อระบบธนาคารพาณิชย์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงจำกัด และไม่น่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นปัญหาลูกโซ่กับธนาคารพาณิชย์อื่น จึงคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารเท่ากับตลาด และเลือกธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นหุ้นเด่น
นักวิเคราะห์กล่าวอีกว่า คาดการณ์สินเชื่อของกลุ่มธนาคารในปี 2557 จะเติบโต 7.6% จากปี 2556 หรือชะลอตัวจาก 10.3% บนสมมติฐานเศรษฐกิจเติบโต 3% แต่หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีแรก สินเชื่ออาจจะเติบโตต่ำกว่าคาด จากการใช้จ่ายและการลงทุนชะลอตัว









