ททท.ปรับประเมินผลกระทบท่องเที่ยว คาดเสียหาย 2 ไตรมาสแรก 9 หมื่นล้านบาท ระดมเอกชน 8 สมาคมท่องเที่ยว ส่งเสริมท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ
ปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติลง ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆในหลากหลายเซ็กเตอร์ ล่าสุดในธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกมาประเมินผลกระทบหากการเมืองยังยืดเยื้อ ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ ว่าไทยจะสูญรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ดำเนินการปรับสมมติฐานผลกระทบของการท่องเที่ยวจากภาวะการเมืองที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ โดยคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงเดือน เม.ย.และมีความรุนแรงต่อเนื่อง ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ การท่องเที่ยวจะเสียโอกาสในการนำนักท่องเที่ยวเข้ามา 9 แสนคน หรือคิดเป็นรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวประเภทกรุ๊ปทัวร์ที่มีสัดส่วนอยู่ราว 30-35%
ดังนั้น ในการประชุมร่วมกับภาคเอกชน 8 สมาคมท่องเที่ยวถึงแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ ครั้งที่ 2 (วานนี้) จึงมีการหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมจัดทำแคมเปญฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นตลาด รองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3-4 หลังจากประเมินจากวิกฤตการเมืองในครั้งที่ผ่านมา ไทยมักจะฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อเหตุการณ์สงบ
ทั้งนี้ อาจจะระดมความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลัก อาทิ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.), สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) และสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ในการจัดแคมเปญดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมา โดยจะไม่เน้นการลดราคา แต่ใช้วิธีสมนาคุณพิเศษเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับให้เอกชนจัดทำข้อเสนอว่า ต้องการอะไรบ้างในการฟื้นฟูตลาดเมื่อเหตุการณ์สงบ โดยอาจจะโฟกัสตลาดที่กลับมารวดเร็วก่อนในกลุ่มประเทศเอเชีย
แนะจัดแคมเปญ4คลัสเตอร์กระทบหนัก
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ต้องการให้จัดทำแคมเปญส่งเสริมตลาดแบ่งตาม 4 คลัสเตอร์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ, พัทยา-ระยอง, หัวหิน-ชะอำ และกาญจนบุรี โดยอาจมีการหารือร่วมกับสมาชิกกลุ่มโรงแรมเพื่อให้โปรโมชั่นที่พักพิเศษ โดยหลังจากรับแนวคิดจาก ททท.มาแล้ว คาดว่าจะจัดทำข้อเสนอแผนฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งในเดือน มี.ค.นี้
นายเกษียร วัฒนเชาวน์พิสุทธิ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า ตลาดจีนที่มีผู้ประกอบการราว 209 ราย ได้รับผลกระทบแล้วจากช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น 1 ใน 2 เทศกาลสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาสูงสุดในปีเช่นเดียวกับวันชาติจีนเดือน ต.ค. ทำให้ช่วงนี้ผู้ประกอบการยังมีความหวังว่าเหตุการณ์จะสงบลงภายในเดือน มี.ค. เพราะยังมีโอกาสที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือน เม.ย.ซึ่งปรกติมีชาวจีนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนคนทั่วประเทศ แต่หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อคาดว่าจะมีการเดินทางเข้ามาเพียง 60% จากปีที่ผ่านมา
เสนอลดค่าธรรมเนียมสนามบินกระบี่-ตรัง
สำหรับมาตรการส่งเสริมการตลาดของกลุ่มทัวร์จีนนั้น มีข้อเสนอใน 3 แนวทางหลัก คือ 1.ให้สร้างความประทับใจให้กับกรุ๊ปที่เดินทางเข้ามา ด้วยการจัดของสมนาคุณพิเศษ อาทิ มอบของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาถึงสนามบินทันที เนื่องจากที่ผ่านมา เป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนว่าทำให้ชาวจีนเกิดความรู้สึกดี โดยไม่จำเป็นต้องไปดำเนินนโยบายในเชิงลดแลกแจกแถมโรงแรม หรือสินค้าชอปปิงตามห้างสรรพสินค้า
2. ขอให้ร่วมมือกับสายการบินต่างๆ ในการช่วยประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นว่า ไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ นอกเหนือผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์ความสนุกสนานของจุดหมายอื่นๆ ขึ้นมาทดแทน และ 3.ขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท.ช่วยประสานไปยังบริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ซึ่งเป็นผู้ดูแลท่าอากาศยานนานาชาติ จ.กระบี่ และกรมการบินพลเรือน ซึ่งเป็นผู้ดูแลท่าอากาศยาน จ.ตรัง พิจารณาการให้อินเซนทีฟแก่บริษัทสายการบินต่างๆ ทั้งที่บริการเส้นทางประจำ และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลท์) อาทิ การลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบริการสนามบิน เพื่อทำให้เกิดการกระจายแหล่งท่องเที่ยวไปยัง 2 จังหวัดดังกล่าว และจะได้ลดความหนาแน่นของจุดหมายยอดนิยมดั้งเดิมอย่าง เชียงใหม่ และ ภูเก็ต ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเปลี่ยนจุดหมายเข้าไปจนทำให้เกิดปัญหาแออัดแล้ว
"ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนค่อนข้างลำบากในการเดินทางต่อเครื่องบินไปยังแหล่งท่องเที่ยวในไทย อาทิ จากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ที่ใช้เวลาเดินทางนานอยู่แล้ว ต้องมาต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ ซึ่งแต่ละครั้งยังใช้เวลานาน ดังนั้น หากต้องการส่งเสริมให้เกิดการกระจายไปต่างจังหวัด ก็ควรมีมาตรการกับสนามบินรองรับเพิ่ม"
ภาคเอกชนมองเห็นศักยภาพของท่าอากาศยานตรัง ที่ปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล แต่ยังไม่สามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้โดยตรง ควรมีการพิจารณายกระดับให้เป็นสนามบินนานาชาติที่สามารถรับต่างชาติได้โดยตรง และมีการปรับปรุงสนามบินให้มีความสะดวก เพิ่มเจ้าหน้าที่บริการรองรับด้วย หากจะมีชาร์เตอร์ไฟลท์จากจีนเพิ่มเข้ามา
นอกจากนี้ เชื่อว่ายังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตลาดจีนบางส่วน เริ่มถูกชุมชนในท้องถิ่น อาทิ ในเชียงใหม่ ต่อต้านเนื่องจากการล้นทะลักของนักท่องเที่ยวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจในพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันบางอย่าง
ทั้งนี้ ในที่ประชุมครั้งที่ผ่านมา ยังมีการรายงานจากสำนักงาน ททท.ต่างประเทศด้วยว่า สายการบินต่างชาติเริ่มทยอยยกเลิกหรือเลื่อนเที่ยวบินมากขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุมส่งผลต่อลูกค้าต่างประเทศ เช่น สายการบินเอเชีย แอตแลนติก แอร์ไลน์ หยุดให้บริการเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพ-นาริตะ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.-5 มี.ค. ขณะที่ตลาดจีน มีการยกเลิกชาร์เตอร์ไฟลท์จาก เสิ่นหยาง-กรุงเทพฯ ส่วนการบินไทย มีแนวโน้มปรับลดเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ-เฉินตู อีก 6 เที่ยวบินตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. เป็นต้นไปเช่นกัน









