แนวโน้มปี 2557 ถูกฉุดจากการเมืองและฐานสูงปีก่อน
ความวุ่นวายการเมืองและหน้าหนังอ่อนฉุดกำไร 1Q57
ผู้บริหาร MAJOR เปิดเผยรายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์ภายใต้สถานการณ์ชุมนุมประท้วง “Shutdown Bangkok” ในเดือน ม.ค. และช่วงต้น ก.พ. ยังเติบโต 13% YoY และ 6% YoY ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ในต่างจังหวัด แต่ยอดขายจากสาขาเดิมเติบโตเพียง 1% YoY ในเดือน ม.ค. และหดตัวลง YoY ในเดือน ก.พ. ขณะที่หน้าหนังในเดือน มี.ค. เทียบไม่ได้กับปีที่แล้วที่มีหนังอย่างเรื่อง พี่มากฯ, G.I.Joe และ Die Hard ทำให้เราคาดว่ากำไรงวด 1Q57 มีแนวโน้มที่จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังไม่นับรวมถึงการที่ปีที่แล้ว MAJOR มีกำไรจากการขายหุ้น SF กว่า 156 ล้านบาท
ความเสี่ยงสูงขึ้นจากการเพิ่มเป้าธุรกิจผลิตภาพยนตร์
บริษัทมีแผนผลักดันให้บริษัทย่อย (MPIC) ผลิตภาพยนตร์เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นเป็น 10 – 15 เรื่องในปีนี้จากปีที่แล้วที่ 4 เรื่อง โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาคุณภาพหนังไทยและเพื่อสร้างการเติบโตในโรงภาพยนตร์ต่างจังหวัด (สัดส่วน 33% ของรายได้) ที่นิยมรับชมภาพยนตร์ไทย อย่างไรก็ดี เรามองว่าการมีเป้าหมายอย่าง Aggressive ในธุรกิจผลิตภาพยนตร์มีความเสี่ยงสูง (ต้นทุนประมาณ 40 – 50 ล้านบาทต่อเรื่อง) อาจเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการปี 2557 นอกเหนือจากที่มีปัจจัยลบทางการเมืองเป็นตัวกดดันอยู่แล้ว ในขณะที่ปีที่แล้วภาพยนตร์ที่ผลิตโดยบริษัทย่อยก็ไม่ประสบความสำเร็จหลายเรื่อง เช่น คู่กรรม (Box 48 ลบ.), ฮาจิมะ โปรเจคท์ (Box 37 ลบ.) และรวมพลคนลูกทุ่งฯ (Box 20 ลบ.)
ยังคงคาดกำไรสุทธิปี 2557 ลดลง 33% YoY
แม้ธุรกิจให้บริการโบว์ลิ่ง และคาราโอเกะจะทำได้ดีกว่าคาดในงวด 4Q56 มีการเติบโตสูงถึง 25% QoQ เป็น 130 ล้านบาท จากการประสบความสำเร็จในการเปิดสาขาใหม่ที่ เซ็นทรัลหาดใหญ่ และ เซ็นทรัลเชียงใหม่ 2 แต่อย่างไรก็ดี จะถูกหักลบจากค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคาดเนื่องจากการตัดจำหน่ายเครื่องฉายภาพยนตร์เก่าอีกกว่า 50 ล้านบาท ในปีนี้ เราจึงยังคงคาดกำไรสุทธิปี 2557 เท่าเดิมที่ 710 ล้านบาท ลดลง 33% YoY เนื่องจากปีที่แล้วมีภาพยนตร์ทำสถิติยอดขายตั๋วชมภาพยนตร์สูงเป็นประวัติการณ์ (พี่มากฯ) และมีกำไรจากการขายหุ้น SF อีกกว่า 221 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงจากการขายทำกำไรในเงินลงทุนที่ MAJOR ถืออยู่ (SF และ PVRL) อาจทำให้ผลประกอบการดีกว่าคาด
คงคำแนะนำเป็น “ขาย”
ปี 2557 เป็นอีกหนึ่งปีที่เหนื่อยสำหรับ MAJOR ในการสร้างการเติบโตจากฐานกำไรที่สูงเมื่อปีก่อนกว่า 1 พันล้านบาทจากระดับปกติที่ 700 – 800 ล้านบาท แถมยังถูกกดดันจากความวุ่นวายทางการเมือง (Shutdown Bangkok) ทำให้บรรยากาศการรับชมภาพยนตร์หดหาย และการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจยังกดดันกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าในต่างจังหวัดซึ่งเป็นเป้าหมายการเติบโตของ MAJOR ในขณะนี้ เราจึงยังคงคำแนะนำ “ขาย” และประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 16 บาท









