สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ไม่ห่วงคุณภาพลูกหนี้ หลังภาวะเศรษฐกิจทรุด การเมืองยังมีปัญหา ระบุยังไม่เห็นสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้
นายอนุชาติ ดีประเสริฐ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการเมืองที่เกิดขึ้นยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน 3-4 เดือนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบที่เห็นเด่นชัดต่อภาพรวมของธุรกิจเช่าซื้อ แต่หากเหตุการณ์ยังยืดเยื้อออกไปอีกระยะหนึ่ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าเช่าซื้อได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าเช่าซื้อ ของทุกสถาบันการเงิน ถือว่าเป็นลูกค้ารายย่อยที่มีการกระจายไปยังทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวนา จริงๆ นั้น ส่วนใหญ่จะใช้บริการสถาบันการเงินของรัฐมากกว่า สถาบันการเงินเอกชน
"ตอนนี้ยังไม่สามารถแยกออกได้อย่างเห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ แต่เท่าที่สมาคมฯมีตัวเลขอยู่ในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนใหญ่ลูกหนี้เช่าซื้อยังมีการชำระค่างวดเป็นปกติอยู่เหมือนเดิม ยังไม่มีเหตุการณ์ลูกหนี้มาติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อทำการยืดหนี้"
นายอนุชาติ กล่าวว่า สถาบันการเงินทุกแห่งมีระบบการคัดกรอง คัดเลือกลูกค้าอยู่แล้ว หากเศรษฐกิจกระทบต่อลูกค้าจริง สถาบันการเงินก็ไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างค่างวด 1-2 เดือน ทุกสถาบันการเงิน มีการดูแลลูกค้าตลอดเวลา หากสถาบันการเงินพบว่ามีลูกหนี้ค้างค่างวด 1 เดือน เมื่อติดต่อไปยังลูกหนี้หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระค่างวดไหว ก็จะทำการช่วยลูกหนี้ทันทีเพื่อไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล
เขา ระบุว่า พฤติกรรมลูกค้าเช่าซื้อที่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายย่อย จะให้ความสำคัญกับรถยนต์มาก เพราะนำรถยนต์ไปใช้ในการทำมาหากินมากกว่า และที่สำคัญสินเชื่อรถยนต์เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาทต่อคน และมีระยะเวลาการผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ปีซึ่งถือว่าต่ำกว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มียอดสินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านบาท มีระยะเวลาการผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ปี หากลูกค้าเช่าซื้อไม่สามารถผ่อนค่างวดไหว ก็นำรถยนต์ออกมาขายได้ง่ายกว่าบ้าน
"คุณภาพลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ ขณะนี้ไม่ห่วง เพราะยังไม่เห็นสัญญาณการผิดนัดชำระ บวกกับสถาบันการเงินมีระบบการติดตามลูกหนี้ที่ดีไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระค่างวดเกิน 2 เดือน ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เอ็นพีแอลทั้งระบบยังทรงตัวอยู่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.5-3.6% เท่านั้นแบ่งเป็นรถยนต์ใหม่ประมาณ 1.2-1.3% รถยนต์มือสองประมาณกว่า 4% จากยอดสินเชื่อทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท"
เขากล่าวว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีนี้ คือ ยอดสินเชื่อใหม่ มากกว่า เพราะยอดขายรถยนต์ใหม่มีอัตราที่ลดลง เพราะหากเศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนก็อาจชะลอการซื้อรถยนต์ใหม่ออกไปก่อน โดยใช้รถคันเดิมไปก่อน ในปีนี้ได้ประเมินยอดขายรถยนต์ใหม่เอาไว้ที่ 1.1 ล้านคัน และมียอดสินเชื่อเช่าซื้อใหม่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วนจะถึงหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะยืนยันได้ เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงไป









