วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองวุ่นลงทุนวูบ ภาวะฉุกเฉินสัญญาณลบ

การเมืองวุ่น"ลงทุน"วูบ รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ซ้ำเติมหนัก กระทบความเชื่อมั่นหนัก ต่างชาติจับตาปราบ"โกง"

รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ตอน "การเมืองแรง ต่างชาติชะลอลงทุน" เกาะติดวิกฤตการณ์การเมืองที่ยังมองไม่เห็นตอนจบ ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการลงทุน โดยเฉพาะสัญญาณจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ส่อทบทวนการลงทุนในไทย ขณะที่บางแห่งเริ่มหาแหล่งผลิตวัตถุดิบสำรอง แทนที่จะใช้ไทย 100% เหมือนเดิม

นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลงทุนในปี 2556 ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ โดยมีสาเหตุหลักจากกรณีที่ตลาดต่างประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเมื่อประเทศไทยเน้นการผลิตเพื่อการส่งออก จึงส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลงไปด้วย ประกอบกับต้นทุนค่าแรงการผลิตและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของสินค้าปรับขึ้นไปด้วย จึงทำให้การแข่งขันยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมฯได้มีการทำแบบสอบถามส่งไปยังผู้ประกอบการธุรกิจใน 42 กลุ่ม โดยมีผู้ส่งแบบสอบถามคืนทั้งหมด 18 กลุ่ม ปรากฏว่า 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า สถานการณ์การเมืองจะส่งผลกระทบมากกับการลงทุนในประเทศ เนื่องจากไม่มีใครคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้ ส่งผลให้นักลงทุนในประเทศชะลอการลงทุน และนักลงทุนต่างชาติบางรายเลือกที่จะย้ายฐานการลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

"นักลงทุนในประเทศก็ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน ส่วนนักลงทุนต่างชาติบางรายก็เลือกที่จะย้ายฐานการลงทุนไปเลย เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ส่วนกำลังซื้อภายในประเทศก็เริ่มชะลอตัวลง เพราะประชาชนเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ให้อุ่นใจมากกว่าที่จะลงทุนซื้ออะไร" นายเจน กล่าว

ประกาศ พ.ร.ก.กระทบหนัก

สำหรับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน รองประธาน ส.อ.ท.บอกว่า ถ้าไม่มีความรุนแรงถึงขึ้นออกมารบราฆ่าฟัน ผู้บริหารบริษัทต่างๆ ก็น่าจะบริหารธุรกิจต่อไปได้อยู่ ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะระบบการผลิตในประเทศมีผลกระทบค่อนข้างน้อย เพราะโรงงานยังเดินเครื่องต่อไปได้ เนื่องจากการชุมนุมในครั้งนี้ไม่รุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ของรัฐบาลนั้น ถือว่ามีผลกระทบกับบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพนักงานของบริษัทต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะบริษัทประกันของแต่ละประเทศจะประกาศชัดเจนว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ชุมนุมจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะชะลอการลงทุนในไทยออกไป เพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ในประเทศก่อน

"ที่สำคัญคือ คนที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว เขารู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เขาไม่กังวลจึงเดินหน้าลงทุนต่อได้ แต่ถ้าเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ก็ต้องชะลอออกไปบ้าง ส่วนกลุ่มที่ยังไม่เคยลงทุนในประเทศไทย เขาจะรับรู้ข่าวสารจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งก็มีความรุนแรงมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความกลัว เพราะหากเลือกลงทุนในช่วงนี้แล้วเกิดความเสียหาย คนที่ตัดสินใจลงทุนต้องรับผิดชอบ ก็เลยเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการลงทุนไปเลย แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือถ้าตอนนั้นเขามีความจำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ เขาอาจจะเลือกลงทุนในประเทศอื่นแทนไปเลย เพราะไม่ต้องการรอ"

นักลงทุนต่างชาติจับตาปราบโกง

นายเจน กล่าวอีกว่า สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติยังจับตาอยู่อีกเรื่องหนึ่ง คือ การปราบปรามคอร์รัปชัน หากเราสามารถแก้ไขปัญหาการเมืองในประเทศให้คลี่คลายไปในทางที่ดีได้ และร่วมกันจัดการการคอร์รัปชันให้หมดไป ประเทศไทยจะถือเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคนี้

สำหรับทิศทางส่งออกในปี 2557 นั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศน่าจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจต่างประเทศที่ฟื้นตัว ทำให้ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ ส่วนผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก อาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวภายในประเทศบ้าง

ธุรกิจเช่าคลังสินค้าโตสวนทาง

นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TICON กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ภาพการลงทุนในปี 2556 โดยรวมยังดี นักลงทุนต่างชาติยังเช่าคลังสินค้าและโรงงานของบริษัทเพิ่มต่อเนื่อง แต่อาจติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมบ้าง ทำให้บริษัทไม่สามารถขยายโรงงานเพิ่มเติมตามความต้องการของลูกค้าได้

ส่วนในปี 2557 นั้น ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายกังวลว่าการบริโภคในประเทศจะชะลอตัวลง แต่ในทางกลับกันในส่วนของบริษัทที่ทำคลังสินค้าให้กับกลุ่มค้าปลีกกลับพบว่ามีการขยายคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร หรือ วัตสัน

ลูกค้าใหม่ชะลอสร้างโรงงาน20%

นายวีรพันธ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อในขณะนี้ ส่งผลให้ลูกค้าต่างประเทศชะลอแผนการซื้อที่ดิน และแผนลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทยประมาณ 20% โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาก่อน เนื่องจากบริษัทแม่ในต่างประเทศยังไม่ไว้ใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย เช่นเดียวกันกับประเทศทางยุโรปที่ชะลอการลงทุนในไทย เพราะต้องการดูสถานการณ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความมั่นใจต่อการลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติยังไม่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยทำธุรกิจในไทยมาก่อน เพียงแต่อาจมีปัญหาในกลุ่มที่ไม่เคยทำธุรกิจในไทย

"จากที่เพิ่งไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น เขาก็ยังสนใจลงทุนสร้างโรงงานในไทยอยู่ เพราะเขามองว่าการลงทุนทำธุรกิจในไทยจะได้ลูกค้าจากประเทศรายล้อมประเทศไทยไปด้วย ซึ่งเป็นการเติบโตของดีมานด์ที่ดีกว่าในญี่ปุ่นเองที่ประชากรเริ่มลดลง แต่ตอนนี้ลูกค้าใหม่ ทั้งญี่ปุ่นและยุโรปชะลอไปประมาณ 20% เป็นเพราะการเมืองยังไม่สงบ แต่ส่วนตัวมองว่าภายในครึ่งปีหลังการเมืองน่าจะสงบลงได้ และน่าจะตั้งรัฐบาลได้แล้ว" นายวีรพันธ์ ระบุ

ระวัง"สัญญาณร้าย"ขยายวง

ส่วนการที่บริษัทโตโยต้าเริ่มทบทวนการลงทุนในไทยนั้น นายวีรพันธ์ มองว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบว่าสถานการณ์การเมืองเริ่มส่งผลกระทบกับธุรกิจของบริษัท และหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ บริษัทที่คิดจะลงทุนเพิ่ม ไม่ใช่เฉพาะแค่โตโยต้า ก็อาจพิจารณาชะลอการลงทุนได้

"มันเป็นสัญญาณแล้วว่าเราไม่ควรปล่อยให้ปัญหาการเมืองยืดเยื้อออกไปต่อเนื่อง ควรจะมีการจัดการอะไรที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และจบโดยเร็ว เพื่อไม่ให้นักลงทุนต่างชาติต้องชะลอการลงทุน โดยส่วนตัวเชื่อว่าโตโยต้ายังมองว่าไทยเป็นฐานการลงทุนที่ดีของเขา แต่หากการเมืองยืดเยื้ออย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดี"

นอกจากนั้น สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทต่างประเทศบางแห่งอาจเริ่มหาแหล่งผลิตวัตถุดิบสำรองไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในจุดนี้ย่อมจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอย่างมาก

"จากเดิมที่เขาจะส่งสินค้าจากเรา 100% เขาก็จะเปลี่ยนเป็น 50% เรื่องนี้น่ากลัว ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจของคนไทยแน่นอน แต่ที่ผ่านมาก็มีนักธุรกิจไทยบางส่วนหันไปเปิดโรงงานในต่างประเทศแทนบ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในข้อนี้ รวมถึงค่าแรงที่ถูกกว่าในไทยมากด้วย"

นายวีรพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงธุรกิจของบริษัทในปีนี้ว่า บริษัทวางเป้ารายได้รวมเติบโตที่ 20% ซึ่งอาจจะเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วเป็นปีที่มีรายได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนค่อนข้างมาก ทั้งนี้การเติบโตของรายได้ปีนี้มาจากการปรับขึ้นอัตราค่าเช่าประมาณ 10% และการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนมูลค่า 500 ล้านบาท รวมทั้งการเพิ่มทุนของกองทุนอีก 6,000 ล้านบาท