เปิดพอร์ตกองทุนหุ้นไทย ปี"56 ที่มีผลงานดีที่สุด 10 อันดับแรก
"ปี 56-ปีมะเส็ง" ที่ผ่านมานั้น ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยรวม (SET TR) เฉลี่ยติดลบ 3.56% นั้น
"กองทุนหุ้น" ที่มีผลงานดีสุด 10 อันดับแรก กลับให้ผลตอบแทน 4.97 - 10.94% ชนะผลตอบแทนของดัชนี 8.53 - 14.50% เลยทีเดียว
นั่นแสดงให้เห็นว่าในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยดูไม่ค่อยดี ผันผวน และเจอนักลงทุนต่างชาติเทขายไปกว่า 2 แสนล้านบาท ในปีที่แล้ว แต่ กองทุนหุ้น "Top-10" ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้
Fundamentals สัปดาห์นี้ จะพามาเปิดพอร์ตกองทุนหุ้น "Top-10" ที่มีผลงานดีสุดกัน
................
@ กองหุ้น Top-10 ผลตอบแทนชนะดัชนี 8.53 - 14.50% ในปี 2556 ผลตอบแทนดัชนีตลาดหุ้นไทยรวม (SET TR) ติดลบ 3.56% แต่ "กองทุนหุ้น" ที่มีผลงานดีสุด 10 อันดับแรก สามารถสร้างผลตอบแทนชนะดัชนี 8.53 -14.50% โดยใน 10 กองทุนหุ้นที่มีผลงานดีสุดในปี 2556 นั้น แบ่งเป็น "กองหุ้นขนาดกลางและเล็ก" 3 กอง และ "กองหุ้นขนาดใหญ่" 7 กอง ด้วยกัน
"ในจำนวน 10 กองหุ้นที่มีผลงานโดดเด่นสุดในปี 2556 นั้น เป็นกลุ่มกองทุนประหยัดภาษี 3 กอง และกองทุนหุ้นปกติ 7 กอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กองทุนหุ้นประหยัดภาษีสามารถสร้างผลตอบแทนได้ไม่ด้อยไปกว่ากองหุ้นปกติแต่ประการใด และกองหุ้นปกติที่ไม่มีประโยชน์ทางภาษีก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้เช่นเดียวกัน"
สำหรับ "กองทุนหุ้น" ที่มีผลงานดีสุดทั้ง 10 อันดับ ในปี 2556 นั้น นำมาโดย
1) "กองทุนเปิดธนชาต Loe Beta เพื่อการเลี้ยงชีพ (T-LowBetaRMF)" ของบลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 10.94%
2) "กองทุนเปิดไทย แวลู โฟกัส อีควิตี้ ปันผล(VFOCUS-D)" ของบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” ให้ผลตอบแทน 10.63%
3) "กองทุนเปิดธนชาต Low Beta (T-LowBeta)" ของบลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 9.88%
4) "กองทุนเปิด Big Cap ปันผล หุ้นระยะยาว (BIG CAP-D LTF)" ของบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้ 5 ดาว ให้ผลตอบแทน 7.90%
5) "กองทุนเปิดเพิ่มพูนทรัพย์ปันผล (PPSD)" ของบลจ.ธนชาต ได้ 5 ดาว ให้ผลตอบแทน 6.37%
6) "กองทุนเปิดบรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว (CG-LTF)" ของบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้ 5 ดาว ให้ผลตอบแทน 6.04%
7) "กองทุนเปิดกรุงไทยซีเล็คทีฟ อิควิตี้ (KTSE)" ของบลจ.กรุงไทย ได้ 4 ดาว ให้ผลตอบแทน 5.68%
8) "กองทุนเปิดสินไพฑูรย์ (SPT)" ของบลจ.ธนชาต ได้ 5 ดาว ให้ผลตอบแทน 5.53%
9) "กองทุนเปิดธนชาตฟันดาเมนทอล พลัส (NF-PLUS)" ของบลจ.ธนชาต ได้ 3 ดาว ให้ผลตอบแทน 5.12% และ
10) "กองทุนเปิดพิบูลย์ทรัพย์ปันผล (PISD)" ของบลจ.ธนชาต ได้ 4 ดาว ให้ผลตอบแทน 4.97%
@ พอร์ตเน้นหุ้นใหญ่-การเติบโตสูง เกี่ยวกับเรื่องนี้ "กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ" นักวิเคราะห์กองทุน บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) บอกว่า สไตล์การลงทุนของกองทุนหุ้นที่ลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด 10 อันดับแรก ปี 56 คือ เน้นลงทุน "หุ้นขนาดใหญ่ที่มีการแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง (Large Cap Growth)" โดยหมวดอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากกองทุนดังกล่าวคือ 1) หมวดสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) 18.68% ,2) หมวดสื่อสาร (Communication Service) 18.58% ,3) หมวดธุรกิจการเงิน (Financial Services) 14.06% ,4) หมวดอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) 9.93% และ 5) หมวดพลังงาน (Energy) 9.16% ซึ่งจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต่างไปจากในปี 2555 ค่อนข้างมาก
จะสังเกตได้ว่ากองทุน Top-10 ที่สามารถทำผลตอบแทนได้ดีในปี 2556 จะเน้นการกระจายการลงทุนเป็นอย่างมากโดยแต่ละกองทุนจะถือหุ้นเฉลี่ยประมาณ 26 ตัว จากในปี 2555 ที่จะถือเฉลี่ยประมาณ 20 ตัว และน้ำหนักในการลงทุนก็ไม่ได้เป็นการเน้นไปที่หุ้นเพียง 5-10 อันดับแรก เหมือนเช่นเคย แต่จะมีการกระจายน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากในปี 2555 ถือหุ้นเฉลี่ยต่อตัวเกือบ 10% แต่ในปี 2556 ที่ผ่านมาถือเฉลี่ย 5 - 6 % ในกลุ่มหุ้น Top-10 ในแง่ของกลุ่มอุตสาหกรรมก็มีการกระจายตัวมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นแผนการลงทุนที่ดีในเวลาที่ตลาดผันผวน เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
"สำหรับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของ กองทุนหุ้น Top-10 ในปี 2556 สามารถทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยประมาณ 5 -11% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มทั้งหุ้นขนาดใหญ่และกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กทำได้เพียงติดลบ 6.46% และติดลบ 7.38% ตามลำดับ ก็ถือว่ามีส่วนต่างของผลตอบแทนค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงอยากเน้นเรื่องของการศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนต่างๆ นั้นมีความต่างกันอยู่มาก"
อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนแนะนำให้มองการลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุน “ระยะยาว” ตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไปจะดีกว่า เพราะผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นดีกว่าการลงทุนประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบซึ่งมีการพิสูจน์มาแล้วจริง ความผันผวนของหุ้นก็จะลดลงด้วยในระยะยาว และเมื่อลงทุนในระยะยาวก็จะไม่กังวลกับภาพใน “ระยะสั้น” จนทำให้เสียจังหวะในการลงทุนไป และถ้ามองเป็นการลงทุนในระยะยาวแล้วจะลงทุนในหุ้นช่วงไหนก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ทันทีอีกด้วยไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นเช่นไรก็ตาม ถ้านักลงทุนมีมุมมองที่ถูกต้องก็จะไม่ไปไล่ตามตลาดและน่าจะได้ผลลัพธ์การลงทุนที่ดีกว่าในระยะยาวอีกด้วย
@ ปีนี้ธีมหุ้นปันผล-อิงการฟื้นตัวต่างประเทศยังต่อเนื่อง เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต มองว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยยังจะผันผวนไม่ต่างจากในปีที่ผ่านมาดังนั้นหุ้นที่มีปันผลที่ดี ธุรกิจสามารถเติบโตได้ไม่ถูกกระทบจากภาวะการเมืองยังจะเป็นหุ้นที่น่าจะเหมาะกับภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนต่อเนื่องในปีนี้เช่นกัน และยืนยันว่าหากเลือกถูกต้องแม้ในภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนเหมือนในปี 2556 ที่ผ่านมาที่ต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปกว่า 2 แสนล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นติดลบไปกว่า 7% แต่กองทุนที่เลือกหุ้นได้ดีก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกและผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้และในปีนี้ก็เชื่อว่าแนวโน้มของหุ้นปันผลที่มีความทนทานต่อภาวะตลาดผันผวนยังจะเป็นหุ้นที่ดีต่อเนื่อง
"ในช่วงครึ่งแรกของปี 57 บริษัทยังมองว่าจากปัจจัยการเมืองในประเทศยังจะคงกดดันทิศทางและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีในช่วงครึ่งปีแรกน่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,100 - 1,300 จุด และทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มชะลอตัวและอาจจะเห็นทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ลงได้อีกประมาณ 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ"
เช่นเดียวกับ "กรวุฒิ ลีนะบรรจง" กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ที่มองว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันก็ยังสามารถลงทุนได้เพียงแต่ต้องเลือกกลุ่มที่จะลงทุนและเลือกหุ้นให้ถูกต้อง เลี่ยงหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองตลอดจนการเติบโตในประเทศและอาจจะต้องมองไปในหุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวมากขึ้น เช่น ในกลุ่มส่งออกบางตัว กลุ่มสื่อสาร เป็นต้น แม้การเมืองจะยังกดดันตลาดหุ้นในประเทศไทยอยู่ แต่โดยรวมตลาดก็รับข่าวไปมากแล้ว ที่สำคัญบริษัทจดทะเบียนก็ยังมีกำไรที่ดีอยู่ ยังจ่ายเงินปันผลดีและสม่ำเสมอแต่การลงทุนในปีนี้คงต้องเลือกมากขึ้น
"ปีนี้หุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุด แต่ก็แนะนำโอกาสการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและญี่ปุ่น ส่วนหุ้นไทยเองปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก มีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ประมาณ 11.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค และดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะมีโอกาสปรับตัวสู่ระดับ 1,400-1,450 จุด ในปี 2557 นี้"
การลงทุนในหุ้นแม้มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน การจัดสรรเงินลงทุนบางส่วนมาลงทุนในหุ้นตามระดับความเสี่ยงที่ตัวเองสามารถยอมรับได้ น่าจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวให้กับการลงทุนของคุณได้บ้างไม่มากก็น้อย









