วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธ.โลกห่วงการเมืองวุ่นยาว ฉุดศก.ไทย

ธนาคารโลกห่วงการเมืองยืดเยื้อ ปัจจัยลบสำคัญฉุดเศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลง หลังประเมินปีนี้ขยายตัว 4% ด้วยแรงหนุนส่งออก อานิสงส์ศก.โลกฟื้นตัว

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยฉบับล่าสุด ซึ่งวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2556 และแนวโน้มในปี 2557 รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลวานนี้ (11 ก.พ.)

นายอูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะเติบโต 4% เทียบกับคาดการณ์ 3% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเติบโตตามเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะโต 3.2% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐกับยุโรป ทำให้ไทยได้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้

"คาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ รวมเอาการประท้วงเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไว้แล้ว แต่บวกหรือลบมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการประท้วงยืดยาวแค่ไหน การจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลานานเพียงใด การใช้จ่ายใหม่ของรัฐต้องมีรัฐบาลใหม่ถึงจะเบิกจ่ายได้ การประท้วงยืดเยื้อคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย จึงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป"

อย่างไรก็ตาม นายซาเกา มองว่าถ้าการประท้วงเกิดขึ้นช่วงสั้น ผลกระทบเกิดกับการเติบโตเศรษฐกิจก็ค่อนข้างน้อย ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ยังมีให้เห็น เอฟดีไอที่เข้าไทยยังสูงช่วยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจได้

ความเห็นของนายซาเกา สอดรับกับ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า คาดการณ์จีดีพีที่ 4% ได้รวมเอาความไม่แน่นอนทางการเมืองไว้แล้ว และผลกระทบด้านการท่องเที่ยวก็เกิดจากการประท้วงในกรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยตัวช่วยผลักดันเศรษฐกิจในปีนี้ น่าจะเป็นการส่งออก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นจากปีที่แล้ว ช่วยผลักดันส่งออกไทย ให้ขยายตัวได้ 5% ซึ่งการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐ น่าจะโตได้ 6% แม้ไม่มาก แต่โตจากฐานติดลบปีก่อน ก็น่าจะช่วยให้จีดีพีไทยเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนการนำเข้าของไทยปีนี้ น่าจะเพิ่มขึ้น ทำให้ดุลการค้าน่าจะยังเป็นบวกอยู่ราว 2.3% ของจีดีพี แต่พอมารวมกับดุลบริการแล้ว น่าจะทำให้ดุลการค้าติดลบอยู่ แต่ไม่มากเท่ากับปีก่อนๆ

"ปีหน้าเราคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวแข็งแกร่งปีนี้ 3.2% ไทยน่าจะได้อานิสงส์ตรงนี้ด้วย ขณะที่จีนคาดว่าจะโต 7.7% ปีนี้ เราจึงคาดว่าการส่งออกโต 5-6% ทำให้ทั้งปีนี้ไทยโตถึง 4%"

เอฟดีไอปีนี้สดใสยังไหลเข้ามาก

นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ค่อนข้างสดใส ดูจากเอฟดีไอตั้งแต่ปีที่แล้ว พบว่านักลงทุนต่างชาติยังสนใจที่จะลงทุนในไทย โดย เอฟดีไอ ปีก่อนค่อนข้างสูงและสูงสุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา และแนวโน้มนี้เชื่อว่ายังจะสูงต่อไป

ตัวเลขของต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนในไทยปีที่แล้วสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เห็นได้ว่าคนเข้ามาลงทุนมาก คือ ญี่ปุ่น เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่ง ปีที่แล้วญี่ปุ่นก็เพิ่มการลงทุนอีก ตรงนี้เป็นแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อไป ไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน และพิจารณาจากตัวเลขกรมส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปีก่อน ก้าวกระโดดขึ้นมาก เป็นคนไทยกับต่างชาติอย่างละครึ่ง เป็นตัวชี้วัดว่าเทรนด์ลงทุนดีขึ้นช่วง 2 ปีหน้า

"ประเทศไทยยังน่าสนใจในการเป็นแหล่งลงทุน แม้ไทยมีปัญหาทางด้านการเมืองบ้าง แต่ตราบใดที่ธุรกิจยังสามารถผลิตของและขายหรือส่งออกได้ รวมถึงไทยยังเป็นตลาดเชื่อมต่อไปยังกลุ่มประเทศเออีซีได้อยู่ จึงทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งการลงทุนน่าสนใจ"

แจงส่งออกไทยปีก่อนหดตัว 0.4%

นางสาวกิริฎา กล่าวว่า ปี 2556 ส่งออกขยายตัวไม่มาก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าแต่ภาคบริการการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี นักท่องเที่ยวยังเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 10% แต่พอดูส่งออกทั้งปีที่ผ่านมาติดลบ 0.4% เมื่อดูจากตัวเลขจีดีพี ขณะที่กรมศุลกากรบอกว่าติดลบ 0.3% และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ติดลบ 0.2% ตรงนี้เบ็ดเสร็จรวมแล้ว ทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ปีก่อนขยายตัว 1.3% ทำให้จีดีพีทั้งปีที่ผ่านมาโต 3%

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก กล่าวว่า การส่งออกของไทยหดตัวปีที่แล้วเทียบปี 2555 พบว่าการส่งออกสินค้าสำคัญเกือบทุกอย่าง ทั้งข้าว ยางพารา รถหรือเหล็ก และฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ขยายตัวน้อยหรือไม่ก็ติดลบหมดเลย ตรงนี้โชว์ให้เห็นว่าสินค้าที่ไทยส่งออกนั้นมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจและดีมานด์ในตลาดโลกค่อนข้างมาก

ดังนั้น ไทยต้องกลับมาคิดแล้วว่า การผลิตสินค้าสำคัญและอ่อนไหวต่อดีมานด์เศรษฐกิจโลกนั้น ควรทำอยู่หรือไม่ หรือเขยิบขึ้นไปผลิตของมีคุณภาพดีขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกอาจไม่ดีมากนักแต่คนซื้อเป็นคนรวยยังอยากได้อยู่และมีกำลังซื้อ อย่างแทบเล็ตหรือไอแพดและไอโฟน เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องดูขีดแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยเป็นอย่างไร

"ไทยดูตัวเองอาจคิดว่าต้องปรับปรุง แต่พอดูไทยเทียบชาติอื่นในอาเซียนรวมจีนด้วย พบว่าการส่งออกของเขาไม่ได้ตกลงมากอย่างไทย อย่างอินโดนีเซียพอไตรมาสสุดท้ายปีก่อนการส่งออกของอินโดนีเซียเริ่มผงกหัวขึ้นแล้ว แต่ไทยยังติดลบอยู่ แสดงว่าเพื่อนบ้านและไทยอยู่ในเศรษฐกิจโลกเหมือนกัน แต่ทำไมส่งออกคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา จึงต้องกลับมามองขีดแข่งขันด้านสินค้าส่งออกของไทยด้วย"นางสาวกิริฎา ตั้งข้อสังเกต

การเมืองปัจจัยลบอันดับหนึ่ง

ต่อข้อถามถึงการเมืองว่าจะเป็นปัจจัยลบ ที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับธนาคารโลกหรือไม่นั้น นางสาวกิริฎากล่าวว่าในปีนี้ปัจจัยการเมืองมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว น่าจะเป็นปัจจัยลบอันดับหนึ่งในเรื่องเศรษฐกิจ ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลก อาจลดน้อยลง แต่ทั้งนี้ความกังวลเศรษฐกิจโลกน้อยลง แต่ความเสี่ยงยังอยู่

"เราประมาณการว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จะโต 3.2% แต่ถ้ามีอะไรเป็นไปโดยที่เราไม่ได้คาดหมายเกิดเศรษฐกิจโลกชะลอกว่านั้น จะกระทบไทยค่อนข้างมาก เพราะจะกระทบการส่งออกที่จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ"

นางสาวกิริฎา ชี้ว่า ความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คล้ายๆ กับปีที่แล้ว โดยการเมืองเป็นเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง กระทบต่อการส่งออกแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน

การประท้วงครั้งก่อนๆ ในปี 2553 ก็คล้ายกับการประท้วงครั้งนี้ที่สุด จะเห็นว่าเวลามีประท้วง การท่องเที่ยวจะลดลงเฉพาะเดือนนั้นๆ เท่านั้น แต่พอประท้วงเสร็จภายในหนึ่งเดือน การท่องเที่ยวก็กลับมาเหมือนเดิม จึงขึ้นอยู่กับว่าการประท้วงลากยาวแค่ไหน

ทั้งนี้ การประท้วงเกิดขึ้น ทำให้ธนาคารโลกคาดว่าภาคบริการกับการท่องเที่ยวปีนี้ น่าจะโตได้สัก 10% ถือเป็นผลกระทบอย่างหนึ่งที่เห็นได้ในระยะสั้น ส่วนผลกระทบระยะยาวที่เป็นน่าเป็นห่วงมากกว่า คือ มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น นโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่ดำเนินมาต้องสะดุดหยุดลง การลงทุนอาจล่าช้าไป

ขณะเดียวกัน หากความไม่แน่นอนทางการเมืองลากยาว รัฐบาลอาจไม่มีเวลามาดูแลการพัฒนาประเทศในระยะยาวเท่าใดนัก เพราะต้องมาแก้ปัญหาระยะสั้น ดังนั้นความสำคัญที่ภาครัฐให้กับการพัฒนาประเทศในระยะยาว เช่น การศึกษาหรือสาธารณสุขไม่มากเท่าที่ควรในสถานการณ์ปกติ

นอกเหนือจากการเมือง ยังมีความเสี่ยงจากการบริโภคภาคครัวเรือน ที่คาดว่าจะโต 1.8% ปีนี้ จะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับภาคครัวเรือน ที่มีหนี้อยู่ค่อนข้างสูง จะกล้าจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นหรือไม่

สุดท้าย เป็นการลงทุนภาครัฐ ปีที่แล้วมีความล่าช้าทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ ในปีนี้ ก็คงล่าช้าเช่นกัน ทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำและโครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ถ้าช้ามาก อาจทำให้การขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ โตแค่ 1% แต่ปีนี้หวังว่ายังพอโตได้