เติบโตดียิ่งขึ้นจากปีที่ดีที่สุด
คงคำแนะนำ “ซื้อ” : หลังจากเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจของ KCE โดยเราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการดำเนินงานปกติขึ้น 15.9% และ 13.4% ในปี 2557-2558 ตามลำดับ เพื่อสะท้อนคำสั่งซื้อแผ่นพิมพ์ลายวงจร (PCBs) ที่แข็งแกร่งจากลูกค้าของบริษัท และอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งนี้ผู้บริหารของ KCE ชี้แนะว่าบริษัทได้ดำเนินงานในระดับเกือบเต็มกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2556 จากการฟื้นตัวของตลาดสหรัฐและยุโรป
นอกจากนี้ จากการที่บริษัทมีปัจจัยเสี่ยงทางด้านการเมืองภายในประเทศเพียงเล็กน้อย เราจึงคาดแนวโน้มในเชิงบวกดังกล่าวจะยังคงมีอย่างต่อเนื่องในปี 2557-58 โดยเราได้ปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานปี 2557 เป็น 29.50 บาท จาก 25.40 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ” KCE
ยังคงมีภาพรวมการเติบโตในปี 2557-58 : เราคาดว่า KCE จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ 1,251 ลบ. ในปี 2557 และ 1,368 ลบ. ในปี 2558 โดยมีอัตราการเติบโตในเชิง YoY ที่ 21.5% และ 9.4% ตามลำดับ ซึ่งหลักๆ มีปัจจัยผลักดันมาจากคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น จากการที่เราคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2557-58 ประกอบกับการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ KCE น่าจะมีรายได้ที่โตขึ้นในระดับ 6.1%-8.5% ด้วยอัตรากำลังการผลิตที่ 99.0%-103.0%
นอกจากนี้ เราเชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 27.5% ในปี 2557-58 เทียบกับระดับที่ 26.3% ในปี 2556 โดยมีปัจจัยผลักดันมาจากประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น
งบดุลแข็งแกร่งขึ้น : ผู้บริหารชี้แนะว่าบริษัทจะได้รับค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดประมาณ 1,600 ลบ. ในช่วงไตรมาสที่ 4/56-2/57 นอกจากนี้ในช่วงเดียวกันบริษัทคาดว่าจะมีการใช้สิทธิ KCE-W2 ประมาณ 200 ลบ. ทั้งนี้เราประเมินว่าจำนวนเงินทุนดังกล่าว บวกกับกระแสเงินสดภายในบริษัท จะช่วยให้อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ของบริษัทปรับตัวลดลงเหลือ 1.1 เท่าในปี 2557 และ 0.7 เท่าในปี 2558 เทียบกับระดับที่ 1.6 เท่าในปี 2556
ปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน : เพื่อสะท้อนการเติบโตของยอดขายที่สูงขึ้น และความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น เราได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการดำเนินงานปกติต่อหุ้น (core EPS) ขึ้น 15.6% และ 13.1% ในปี 2557-58 ตามลำดับ จากการใช้ PER เป้าหมายที่ 12 เท่า ทำให้เราได้มูลค่าพื้นฐานปี 2557 ที่ 29.50 บาท เพิ่มขึ้นจาก 25.40 บาท ทั้งนี้เราไม่ได้รวมปัจจัยโรงงานแห่งใหม่ของ KCE เข้ามาในมูลค่าพื้นฐานของเรา เนื่องจากเราต้องการได้รายละเอียดมากกว่านี้ในการประเมินผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบ
คาดว่าจะมีแนวโน้มกำไรที่ดีอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4/56 : จากการที่บริษัทมีคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่า KCE จะรายงานกำไรจากการดำเนินงานปกติในไตรมาสที่ 4/56 ที่ 322 ลบ. เพิ่มขึ้น 79.9% YoY และ 1.5% QoQ นอกจากนี้เราคาดว่า KCE จะมีรายได้ยอดขายในไตรมาสที่ 4/56 ที่ 2,453 ลบ. เพิ่มขึ้น 31.3% YoY แต่ลดลง 3.4% QoQ สำหรับการปรับตัวที่ดีขึ้นในเชิง YoY มีปัจจัยผลักดันหลักๆ มาจากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นของโรงงาน KCET ในอยุธยา สำหรับการปรับตัวลดลงในเชิง QoQ คาดว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE จะยังคงอยู่ในระดับที่สูงที่ 28.6% ในไตรมาสที่ 4/56 เทียบกับระดับที่ 20.5% ในไตรมาสที่ 4/55 และ 28.5% ในไตรมาสที่ 3/56 โดยมีปัจจัยผลักดันมาจากอัตราของเสีย (scrap rate) ที่ลดลง และค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้เราคาดว่า KCE จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,125 ลบ. ในไตรมาสที่ 4/56 ซึ่งจะช่วยลด D/E เหลือ 1.6 เท่า ณ สิ้นปี 2556 จาก 2.2 เท่าในไตรมาสที่ 3/56
การฟื้นตัวที่ดีขึ้นในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ การทำกำไรที่ดีขึ้นที่ KCET การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน และกำหนดการเริ่มดำเนินงานของโรงงานแห่งใหม่









