หลังจากจบการประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทธุรกิจ 24 ช่องช่วงปลายปีก่อน
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลเริ่มออกอากาศช่องในระบบดิจิทัล ภาคพื้นดินในเดือน เม.ย.นี้ ส่งผลให้ธุรกิจผลิตรายการทีวีคึกคัก "คอนเทนท์ โปรวายเดอร์" รายใหญ่ ต่างได้รับการติดต่อร่วมเป็นพันธมิตรผลิตรายการลงจอ "ทีวี"ช่องใหม่ ส่งผลให้ต่างเตรียมแผนลงทุนทั้งด้านการผลิตและบุคลากร รองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้
รติวัลคุ์ ศรีมงคลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กล่าวว่าในโอกาสการออกอากาศทีวีดิจิทัล ประเภทบริการธุรกิจ 24 ช่องในปีนี้ ถือเป็นโอกาสการขยายตัวของคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ "ทุกราย" สำหรับเจเอสแอล มีการเจรจาเพื่อผลิตรายการให้ผู้ชนะการประมูลช่องทีวีดิจิทัลในขณะนี้ 9 ราย ได้แก่ ไทยรัฐทีวี , อมรินทร์ทีวี ,พีพีทีวี , วอยซ์ทีวี ,กลุ่มทรู ,เครือเนชั่น ,จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ,อสมท และช่อง7 คาดว่าจะเริ่มเห็นรายการในช่วงครึ่งปีหลัง คิดเป็นจำนวนการผลิตประมาณ 25-30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
นับเป็นชั่วโมงการผลิตรายการเพิ่มขึ้นกว่า "เท่าตัว"ในช่องทีวีดิจิทัล จากปัจจุบันผลิตรายการทางฟรีทีวี 8 รายการ รวม 13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกรายการในปีนี้ โดยเจเอสแอล ในฐานะคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ จะโฟกัสการผลิตรายการทั้งช่องฟรีทีวีเดิม และทีวีดิจิทัลช่องใหม่ โดยช่องทางฟรีทีวีเดิมยังคงมีความสำคัญ ก่อนที่จะยุติระบบอนาล็อกภายใน 5 ปี ตามกำหนดของ กสทช. และเปลี่ยนแพลตฟอร์มสู่ทีวีดิจิทัลทั้งหมด
ทั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสในยุคทีวีดิจิทัล บริษัทลงทุนเพิ่มอีก 200 ล้านบาท ด้านอุปกรณ์การผลิตระบบดิจิทัล เซิร์ฟเวอร์จัดเก็บข้อมูลรายการ โดยมีสตูดิโอรองรับการผลิต 3 สตูิโอ
จากโอกาสการรับจ้างผลิตรายการทางช่องทีวีดิจิทัลเพิ่มเติมในปีนี้ คาดทำรายได้ราว 240 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมรายได้ทุกธุรกิจในปีนี้อยู่ที่ 1,400 ล้านบาท เติบโต 60% จากปีก่อนทำรายได้ 900 ล้านบาท
เช่นเดียวกับ จาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ามีการเจรจาเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่ชนะประมูลทีวีดิจิทัล 6 ราย เช่น ช่อง 3, ช่อง 7 ,ช่อง9 , ไทยรัฐทีวี เป็นต้น เน้นรูปแบบการรับจ้างผลิตรายการ ซึ่งมีทั้งอินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนท์ ที่ซื้อลิขสิทธิ์ ฟอร์แมทรายการจากต่างประเทศกว่า 40 รายการ รวมทั้งโลคัล คอนเทนท์ ปัจจุบันมีรายการทางฟรีทีวี รวม 11 รายการ
โอกาสการผลิตรายการในช่องทีวีดิจิทัลปีนี้ บริษัทวางเป้าหมายการผลิตรายการจากปีละ 400 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น "เท่าตัว" เป็น 800 ชั่วโมง
พร้อมทั้งลงทุนเพิ่มด้านการซื้อลิขสิทธิ์รายการต่างประเทศราว 200 ล้านบาท การลงทุนสร้างสตูดิโอใหม่ 200-300 ล้านบาท และคาดใช้งบผลิตรายการปีนี้ 500-600 ล้านบาท
วางเป้าหมายรายได้กลุ่มธุรกิจโทรทัศน์ปีนี้ 1,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำรายได้ 1,200 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมรายได้กันตนาปีนี้อยู่ที่ 2,500 ล้านบาท เติบโต 30-40% จากอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล
ทางด้าน พิรัฐ เย็นสุดใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทครีเอทิสต์ มีเดีย จำกัด ในเครือทีวีธันเดอร์ กล่าวว่าขณะนี้มีผู้ชนะการประมูลทีวีดิจิทัลหลายรายอยู่ระหว่างเจรจา เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรผลิตรายการป้อน ทีวีดิจิทัลช่องใหม่ คาดสรุปผลไตรมาสแรกปีนี้
ทั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสการผลิตรายการทั้งช่องฟรีทีวีเดิมและทีวีดิจิทัล บริษัทได้เตรียมลงทุนสตูดิโอผลิตรายการเพิ่มอีก 2-3 สตูดิโอ รวมมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับขยายการผลิตรายการทั้งที่ผลิตเองและผลิตรายการลิขสิทธิ์ต่างประเทศ พร้อมทั้งเตรียมเพิ่มบุคลากรด้านการผลิตอีก 30% สำหรับรองรับแผนขยายการผลิตรายการในปีนี้
ในแต่ละปีบริษัททีวีธันเดอร์และครีเอทิสต์ ใช้งบประมาณผลิตรายการปีละ 400-500 ล้านบาท โดยเฉพาะรายการเรียลลิตี้ ลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ 3 รายการที่ผลิตป้อนฟรีทีวีปัจจุบัน คือ Take Me Out , Thailand Dance Now และ Dance Your Fat Off ใช้งบผลิตรายการละ 100 ล้านบาท
สำหรับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจผลิตรายการทีวีในปีนี้ คาดเติบโต 10-20% หรือมีรายได้ 500 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมโอกาสทางธุรกิจที่จะขยายตัวจากทีวีดิจิทัลที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา
ฟากผู้บริหารช่องสาระแนโชว์และผู้ผลิตคอนเทนท์ทางฟรีทีวี เริงฤทธิ์(วิลลี่) แมคอินทอช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลักษ์ (666) จำกัด กล่าวว่าได้รับการยืนยันการว่าจ้างผลิตคอนเทนท์ให้แก่ ผู้ชนะการประมูลช่องทีวีดิจิทัล 2 ราย คือ ไทยรัฐทีวี 3 รายการ และเวิร์คพอยท์ 3 รายการ รวม 6 รายการ โดยทั้ง 2 รายดังกล่าว สนใจจ้างบริษัทผลิตรายการรูปแบบวาไรตี้โชว์ ขณะนี้ได้เสนอฟอร์แมท คอนเทนท์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ชนะการประมูลรายอื่นๆ เพิ่มเติม คาดว่าปีนี้ผลิตรายการป้อนให้ช่องทีวีดิจิทัล รวม 8 รายการ ภายในแผนการดำเนินธุรกิจผลิตรายการทีวีในปีนี้ เน้นการ "รับจ้าง"ผลิตรายการทางช่องทีวีดิจิทัลเป็นหลัก
การเปลี่ยนสู่ยุคทีวีดิจิทัล ทำให้มีช่องฟรีทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง จากระบบอนาล็อกเดิม 6 ช่อง ถือเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจผลิตรายการของกลุ่มคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ "ทุกราย" ที่มีความคิดสร้างสรรค์และความพร้อมด้านการผลิตรายการและไม่มีโอกาสผลิตรายการนำเสนอทางฟรีทีวี ซึ่งมีพื้นที่จำกัด
แต่ทุกรายจะต้องปรับตัวและปรับรูปแบบรายการให้น่าสนใจ สอดคล้องกับแนวคิดทีวีดิจิทัลแต่ละช่อง ตอบโจยท์ผู้ชมกลุ่มต่างๆ เน้นการสร้างความแตกต่างจากรูปแบบรายการเดิมๆ









