วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองหายฝุ่นตลบน่าช็อปแบงก์-สื่อสาร

ยูบีเอสยอมรับความเสี่ยงการเมืองไทยช่วงจัดการเลือกตั้งยังมีอยู่ แต่มองเกมใกล้จบหากฝุ่นหายตลบ เป็นโอกาสช็อปหุ้นแบงก์-พลังงาน-สื่อสาร

ขณะที่การเมืองไทยยังมีความขัดแย้งวุ่นวายยืดเยื้อข้ามปี ระหว่างคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส.ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งขณะนี้กลายเป็นรัฐบาลรักษาการที่ก่อนหน้านี้พยายามผ่านผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ โดยความขัดแย้งได้บานปลายจนมีผู้บาดเจ็บและสูญเสียชีวิต ทำให้ปัญหาการเมืองในมุมมองของต่างชาติดูรุนแรงขึ้น

ชี้หุ้นไทยยังมีมุมให้ลงทุน

อย่างไรก็ตามท่ามกลางปัญหาการเมืองไทยที่วุ่นวายขณะนี้ เรย์มอน แมคไกร์ นักวางแผนการลงทุนของยูบีเอส วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป กลับนำเสนอวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยแบบมองข้ามช็อต ด้วยการเผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "การวิเคราะห์ประเทศไทยครั้งที่ 2 ใกล้จบเกม เพิ่มเติมการลงทุน" ระบุว่าตลาดหุ้นไทยในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับลดลง 28% แล้ว จากระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ก่อนเกิดข่าวธนาคารสหรัฐ(เฟด) ส่งสัญญาณลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) การลงทุนของต่างชาติในตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำเทียบทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนเงินทุนไหลออกอยู่ที่ระดับ 6.1 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าเงินไหลออกช่วงเกิดวิกฤติเลห์แมน บราเดอร์และวิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุด

ขณะที่ช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมา และหลังจากที่ในอดีตไทยเคยเผชิญปัญหารุนแรงขีดสุดทางการเมืองมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2534 พบว่าค่าเฉลี่ยการปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ 30.2% แน่นอนว่าการเติบโตในประเทศชะลอตัว คาดการณ์ผลประกอบการดูเหมือนสูงเกินไป และตลาดหุ้นไทยตอนนั้นราคาไม่ได้ถูกมาก โดยภาวะดังกล่าวเป็นภาพทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

แมคไกร์มองว่าความเสี่ยงยังคงอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเมืองไทยวุ่นวายมากขึ้น ก่อนถึงกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตามเขาและทีมงานยูบีเอสรู้สึกกังวลว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อหุ้นหลายตัวที่มีมูลค่าลดลงถึงครึ่งหนึ่ง

การเติบโตของกำไรในตลาดหุ้นไทย ชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสแรกปีก่อน และสถานการณ์การเมืองปัจจุบันมีแต่จะซ้ำเติมให้แนวโน้มคาดการณ์กำไรลดลงมากขึ้น และมองคาดการณ์ราคาเทียบกำไร (ค่าพีอี) ในตลาดหุ้นปี 2557 นี้อยู่ระหว่าง 12.8-13.3 เท่า ถือเป็นระดับน่าสนใจ

ให้เลือกซื้อหุ้นบางกลุ่ม

แต่แมคไกร์เตือนว่านักลงทุนอย่าหลับหูหลับตาเข้าไปซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเพื่อผู้บริโภค ซึ่งในมุมมองของแมคไกร์และทีมงานของเขาเห็นว่าหุ้นกลุ่มเพื่อผู้บริโภค เป็นกลุ่มหุ้นอยู่บนสมมุติฐานคาดการณ์กำไรที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่ความเป็นจริง แต่หากว่าค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 12.2-12.8 เท่า เขามองว่าเป็นระดับน่าสนใจอย่างมาก และแน่นอนว่าที่ค่าพีอีระดับนี้ สะท้อนมูลค่าต่ำของกลุ่มหุ้นสำคัญมีน้ำหนักมากที่สุดในตลาดหุ้นอย่างธนาคารและพลังงานน่าสนใจ ซึ่งเขาและทีมงานก็ชื่นชอบหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้

แมคไกร์ย้อนอดีตว่าหากดูผลประกอบการของตลาดหุ้นไทย และการเติบโตของกำไรหุ้นในตลาดช่วงเกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2550 พบว่าแม้อ่อนแอลงช่วงเวลานั้น แต่จากนั้นไม่นานตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวดีขึ้น ตามด้วยการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทยราว 30% เป็นผลจากตลาดหุ้นไทยสามารถเกาะกระแสภาวะตลาดกระทิงที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาคเอเชียได้

"เมื่อเทียบกับช่วงปี 2549-2550 เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เราเข้าไปไม่ทันเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เพราะเข้าไปอยู่ช่วงท้ายๆ ของวงจรคุมเข้มทางการเงินอย่างมาก ซึ่งวงจรนี้ที่เกิดขึ้นจนถึงกลางปี 2550 ครั้งนั้นแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง 8 ครั้งอยู่ที่ 5% เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มจาก 2% เป็น 6% ภายใน 2 ปี สถานการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ จากการติดตามดูแนวโน้มเงินเฟ้อ และจากสมมุติฐานเป็นกลางมองแบงก์ชาติจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปอยู่ที่ระดับ 2% ปีนี้" แมคไกร์ระบุในรายงาน

ทีมงานของแมคไกร์วิเคราะห์หนี้ภาคครัวเรือนของไทยว่า เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากสิ้นปี 2549 ที่ระดับ 3.7 ล้านล้านบาทหรือ 46.7% ของจีดีพี เทียบกับ 9.5 ล้านล้านบาท หรือ 80.1% ของจีดีพีขณะนี้ ดังนั้นทีมงานยูบีเอสจึงเชื่อว่าแรงขับเคลื่อนตลาดที่สำคัญๆตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเกิดจากสินเชื่อให้โดยง่ายกับการบริโภคในประเทศอย่างมากมาย แต่ด้วยภาวการณ์เช่นนี้การบริโภคในประเทศจะยังคงซบเซา ทำให้ทีมงานยูบีเอสให้น้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มเพื่อผู้บริโภคต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย

"เราเชื่อว่าหุ้นกลุ่มใหญ่มีน้ำหนักมากที่สุดในตลาด อย่างพลังงานกับสื่อสารจะสามารถเติบโตได้ด้วยความยืดหยุ่น ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารมีกำไรเติบโตแบบขึ้นๆ ลงๆ หากสินเชื่อธนาคารเติบโตชะลอตัวที่ระดับ 3-5% และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ลดดอกเบี้ยอย่างที่เราคาดไว้ การเติบโตของกำไรแบงก์ปีนี้อาจทรงตัว แต่ไม่ใช่สมมุติฐานน่ากลัวหรือดูรุนแรง"

อย่ามองข้ามกลุ่มท่องเที่ยว-นิคมอุตฯ

แมคไกร์ยังแนะนำหุ้นกลุ่มอื่นที่น่าสนใจให้เข้าไปเลือกซื้อ นอกเหนือจากเตรียมพร้อมให้เข้าไปเลือกซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน หลังเหตุวุ่นวายทางการเมืองสงบลง โดยเขาและทีมงานเชื่อว่าหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวน่าสนใจ แม้คาดการณ์กำไรหุ้นกลุ่มนี้ยังจะลดลงแต่ตลาดมองข้ามเรื่องนี้ และยูบีเอสไม่เห็นเหตุผลใดๆ ว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจะไม่ฟื้นตัว เมื่อภาวะแวดล้อมทางการเมืองของไทยสงบลง

เขาอธิบายว่าในอดีตที่ผ่านมามีการฟื้นตัวของการเข้ามานักท่องเที่ยวอยู่เสมอ จากค่าเฉลี่ยการเข้ามามากขึ้นตั้งแต่ปี 2541 ที่ระดับ 8.8% และ 17.1% นับตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวเมื่อเร็วๆ นี้เติบโตจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียและจีนเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม หากพิจารณาจากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด 66% ในปีที่แล้ว ด้วยแรงหนุนจากนักลงทุนญี่ปุ่น ทีมงานยูบีเอสไม่เชื่อว่ากลุ่มทุนญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนในต่างประเทศ หรือหันเหหนีออกจากไทยกันมาก

"เพราะญี่ปุ่นยกให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของญี่ปุ่นในเอเชีย ในมุมมองของยูบีเอสเองเชื่อว่า การลงทุนล่าช้าในระยะสั้นนี้ ถือเป็นโอกาสให้ทุนญี่ปุ่นเข้าไปเสริมสร้างสถานะการลงทุน ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ยูบีเอสชื่นชอบกลุ่มหุ้นที่ลงทุนในโครงการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามีรายได้สูง และจำกัดการลงทุนในเมืองซึ่งการบริโภคชะลอตัว" ทีมงานยูบีเอสระบุในรายงาน