วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหมราชเร่งกระจายราย ดันธุรกิจโต

ปี"56เป็นปีทองของบรรดาธุรกิจพัฒนาที่ดินอุตสาหกรรมก็ว่าได้หลังจากบางบริษัทเผชิญปัญหาน้ำท่วมปี"54สามารถกลับมาฟื้นอย่างเต็มตัวภายในเวลารวดเร็ว

ยิ่งนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่รอช้าเร่งขยายธุรกิจมายังฝั่งตะวันออกซึ่งได้รับความนิยมมากจากผู้ประกอบการทั้งธุรกิจยานยนต์ละชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ต่างมียอดขายเพิ่มขึ้นทันที

กวาดสายตาไปในพื้นที่ดังกล่าวรายใหญ่ที่เร่งขยายเร่งโตต้องมีชื่อ บมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน หรือ HEMRAJ ผู้พัฒนาที่ดินอุตฯ ครอบคลุมถึง 7 แห่ง เข้าไปอยู่ในสายตาผู้ประกอบการด้วยอย่างแน่นอน จากช่วงที่ผ่านมาเหมราชฯ ซื้อที่ดินเพิ่มจำนวนมากปริมาณตะวันออก รองรับลูกค้าต่างชาติที่ตบเท้าเข้ามา จนต้องปรับเป้ายอดขายที่ดินปี 56 ไปถึง 2 ครั้ง

วิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล รองกรรมการผู้จัดการบมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน ระบุชัดเจนว่ายอดขายที่ดินปีผ่านมาเป็นไปตามเป้าที่ 2,100 ไร่ ส่วนคลังเก็บสินค้าในโลจิสติกส์พาร์ค เหมราช จะอยู่ที่ 2 แสนตารางเมตร และให้เช่าโรงงานสำเร็จรูปในนิคมอุตสาหกรรม 3.9 แสนตารางเมตร

ส่วนการเติบโตในปีนี้ จากแผนงานที่บอร์ดประกาศออกมายังตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,600 ไร่ จากจำนวนลูกค้าใหม่ 45 รายที่เข้ามาเซ็นสัญญา 70 สัญญา มาจากการเปิดบริการนิคมฯแห่งที่ 7 ที่ชลบุรี ปัจจุบันได้ขายที่ดินไปแล้ว 50 % นอกจากนี้ยังเตรียมที่จะเปิดตัวนิคมฯแห่งที่ 8 มีพื้นที่ 3,200 ไร่ ที่อีสเทิร์นซีบอร์ด คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ช่วงปลายปี 57

งบลงทุนทั้งปีตั้งไว้ 6,000 ล้านบาท ซึ่ง 40 %เป็นการขยายที่ดินเดิมเพื่อพัฒนา 20% ใช้ในการก่อสร้าง และ 20% พัฒนาธุรกิจอื่น เช่น สาธารณูปโภค เน้นโรงไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ ที่เกาะล้าน เป็นโครงการเริ่มต้นอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อดำเนินธุรกิตท่องเที่ยวคอมเพล็กซ์ ที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและหาซื้อที่ดินเข้าพอร์ท

“ตัวเลขยอดขายที่ดินทั้งปี 56 น่าจะทำสถิติใหม่และเป็นปีที่ดีของเหมราช ยังมียอดรอซื้อที่ดินข้ามมายังปี 57 อีกด้วย จากตัวเลขเข้ามามากกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งรับรู้ปี 56 และแบ่งไปรับรู้ในปี 57 ยังไม่รวมกับยอดบริษัทเดินหน้าทำยอดขายที่ดินต่อไป “

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของเหมราชยังอิงกับธุรกิจนิคมฯ 45 %แต่ในอนาคตภายใน 5 ปี บริษัทพยายามที่จะให้รายได้ทั้ง 3 ส่วน รายได้จากนิคมฯ รายได้จากสาธารณูปโภค และรายได้จากอสังหาฯและเช่าอสังหาฯ อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เพื่อให้เหมราชมีการเติบโตที่สม่ำเสมอเพราะธุรกิจนิคมฯจะมีวัฎจักรจะเห็นการขึ้นลงดีไม่ดีสลับกันแต่ละปี

ธุรกิจสาธารณูปโภคจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะเป็นรายได้ที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอและเห็นรายได้ที่ชัดเจน หากเป็น ลน้ำประปาเพื่ออุตสาหกรรม ตั้งเป้ารายได้เติบโต 14% ต่อปี ช่วงใน 5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีปริมาณการใช้น้ำสูงถึง 270,000 ลูกบาศก์เมตร/วันในปี 57 และจะเติบโตขึ้นปีละ 14% ไปจนถึงปี 61 ซึ่งจะสร้างรายได้ราว 2,000 ล้านบาทในปี 58 และ 2,500 ล้านบาทในปี 61

ส่วนไฟฟ้าโครงการที่เริ่มไปแล้ว โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ขนาด 660 เมกะวัตต์ ถือหุ้นอยู่ 35 % ได้ผลิตขายไฟฟ้าไปแล้วสิงหาคมปี 55 มีโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าย่อย (SPP ) ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า 90 เมกกะวัตต์ จากผู้ผลิต ที่เหลือเหมราชสามารถขายไฟหรือพลังงานให้กับผู้ประกอบการในนิคมฯ

โครงการ SDP มีทั้งหมด 8 โครงการตั้งเป็นบริษัท เหมราชอาร์แอล เข้าไปถือหุ้น 25 % ซึ่งจะเริ่มผลิตโครงการแรกเดือนพฤษภาคม 120 เมกกะวัตต์ ใช้งบลงทุนแต่ละโครงการ 360-380 ล้านบาท

นอกจากนี้รายได้จากอสังหาฯและเช่าอสังหาฯ โดยเฉพาะโรงงานสำเร็จรูปที่เหมราชเริ่มทำตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 เพราะต้องการรายได้คาดเดาได้มีความต้องการต่อเนื่อง และตอบสนองธุรกิจที่ต้องการเข้ามาทำการตลาดในไทยที่ ใช้งบลงทุนไม่สูง

ภายใน 1-2 ปีที่ผ่านมาถือว่าดีมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการญี่ปุ่นเข้าเป็นลูกค้าจำนวนมากเพราะ รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนจัดงบส่งเสริมให้ SME ไปลงทุนต่างประเทศ อย่างน้อย 1,000 บริษัท ตอนนี้ให้การสนับสนุนไปแล้ว 500 บริษัท ทำให้ ลูกค้าหลักส่วนใหญ่เป็นลูกค้าญี่ปุ่นเป็นกลุ่มยานยนต์ถึง 35%

บริษัทคาดว่าจะมีพื้นที่ให้เช่าโรงงานสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ จากปีก่อนขยายตัว 25% หรือเพิ่มขึ้นราว 8-9 หมื่นตารางเมตร เทียบจากปี 56 จากพื้นที่เช่าทั้งหมด 2.97 แสนตารางเมตร ส่วนพื้นที่คลังสินค้าให้เช่าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 4-5 หมื่นตารางเมตรทั้ง 2 ส่วนจะเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวของบริษัท

สุดท้ายที่ พัฒนาโลจิสติกส์พาร์ก 4 แห่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการในนิคมฯ ของเหมราชเองและซัพพลายเออร์ต่าง ๆ ที่มีสัญญากับผู้ประกอบการภายในนิคมฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์

โดยแบ่งเป็นเฟส 1 เน้นอยู่ในนิคมฯ เพื่อให้บริการลูกค้าในกลุ่มอุตสาฯยานยนต์เป็นหลัก และเฟส 2, 3 และ 4 รวม 94,000 ตารางเมตรอยู่ระหว่างปลวกแดง กับแหลมฉบัง ก็จะให้บริการโลจิกส์อุตสฯทั่วๆไป ที่จะเข้ามาใช้บริการ

“ความตั้งใจของเหมราชการเติบโตเราต้องการเป็น World Class Developer หรือ ผู้พัฒนาที่ดินมีคุณภาพระดับโลกในอุตสาฯ ทั้งนิคม สาธารณูปโภค และ อสังหาริมทรัพย์ 3 ส่วนนี้ เพราะช่วงวิกฤติการเงินปี 40 เริ่มมองว่าธุรกิจแค่นิคมฯ มีความเสี่ยงต้องมองหาธุรกิจที่มีความชำนาญมาเพิ่ม คือสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า อาคาร โรงงานสำเร็จรูป รวมไปถึงที่อยู่อาศัย ธุรกิจเหล่านี้ใช้ความสามารถในองค์กรที่มีอยู่ และตอบโจทย์นักลงทุนอุตสาฯของบริษัท “

นอกจากนี้เหมราชยังสร้างความโดดเด่นด้วยการแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นคลัสเตอร์ ถ้าเป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์จะอยู่พื้นที่นิคมฯทางเหนือ แต่หากเป็นลูกค้ากลุ่มยานยนต์จะอยู่พื้นที่นิคมฯ ทางตะวันออก หรือกลุ่มปิโตรเคมีก็จะอยู่ที่นิคมฯมาบตราพุด ตรงนี้เป็นการสร้างตลาดให้กับลูกค้า เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยง่ายมีทุนสูง แต่กลุ่ม ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME ที่มีเงินลงทุนไม่สูง ยังไม่มีตลาดรองรับ ก็ยาก

ดังนั้นจะสังเกตเห็นว่าเหมราชจะวางกลุ่มธุรกิจในนิคมฯให้ชัดเจน เพื่อสร้างตลาดไปในตัวให้กับลูกค้า อย่าง ลูกค้ายานยนต์ มีผู้ประกอบรถยนต์เข้ามาก็มีผู้ผลิตชิ้นส่วน อยากจะเข้ามาดำเนินธุรกิตด้วย เมื่อเหมราชทำให้นิคมฯเดียวมีหลายเจ้าในทีเดียว ผู้ผลิตรถยนยนต์ก็ซื้อสินค้าได้ง่ายกว่า ทำให้ความต่อเนื่องของนักลงทุนก็เข้ามาในตลาดได้ เหมือนไปตลาดนัดเสื้อผ้ารู้เลยว่าจะซื้อเสื้อผ้า ตลาดนัดของสดก็มีของสดให้เลือกซื้อมากมาย เมื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จและจุดเด่นให้กับเหมราชไปด้วย