วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองฉุดกำไรโบรกวูบ20%

โบรกเกอร์ประเมินกลุ่มหลักทรัพย์ปีนี้ กำไรลด 20% จากปีที่แล้ว เหตุความไม่แน่นอนทางการเมืองกดดันวอลุ่มซื้อขาย-ฉุดแผนเข้าตลาดของหุ้นไอพีโอ

จากรวบรวมข้อมูลกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่รายงานผลประกอบการงวดปี 2556 ประกอบด้วย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET แจ้งผลการดำเนินงานปี 2556 มีกำไรสุทธิ 1,420.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 684.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 93% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 736.02 ล้านบาท บล.เอเซีย พลัส หรือ ASP แจ้งผลการดำเนินงานปี 2556 มีกำไรสุทธิ 1,066.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 587.90 ล้านบาท บล. โนมูระ พัฒนสิน หรือ CNS แจ้งว่ามีกำไรสุทธิงวดปี 2556 ที่ 394.04 ล้านบาท บล.ซีมิโก้ หรือ ZMICO ที่มีกำไรสุทธิงวดปี 2556 จำนวน 127.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มีกำไรสุทธิ 98.71 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่าประเมินกำไรสุทธิปี2557 จะอยู่ที่ 2.45 พันล้านบาท ลดลง 23.6% จากปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายหลักทรัพย์ลดลงเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้การเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ของหุ้นไอพีโอต้องเลื่อนออกไป นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านรายได้ค่านายหน้ามากขึ้น เนื่องจากคู่แข่งที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์เปิดใหม่ในปีนี้อย่างน้อย 4 ราย ทำให้รายได้ค่านายหน้าซึ่งเป็นรายได้หลักมีความไม่แน่นอนและผันผวนตามอำนาจต่อรองสูง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรยังไม่มีเสถียรภาพ

ฝ่ายวิจัย บล. เอเซีย พลัส ระบุว่า ฝ่ายวิจัยคาดว่า มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปี 2557 แบบอนุรักษนิยมลดลงจาก 4.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน เหลือ เพียง 3.5 หมื่นล้านบาท แต่รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจยังมีแนวโน้มทรงตัวจากปี 2556 เพราะมีบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดในปีนี้มากกว่า 30 บริษัท โดยหลายบริษัทมีมูลค่าตลาดมากกว่า 2 พันล้านบาท ขณะเดียวกันการทำกำไรจากพอร์ตการลงทุนยากขึ้น เพราะภาวะตลาดไม่เอื้อ และยังมีปัจจัยกดดันจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้ออกกฎเกณฑ์ลดเพดานวงเงินการซื้อขายของพอร์ตเก็งกำไรซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์ จาก 75% ของส่วนผู้ของถือหุ้น เหลือ 50% มีผลตั้งแต่ 1 พ.ย. 2556 โดยมีเพียงบริษัทเดียว ที่มีการซื้อขายสูงเกินเพดานใหม่ คือ บล.เคจีไอ (KGI) ซึ่งพึ่งพากำไรพอร์ตลงทุนมากถึง 20-30% ของรายได้รวม ดังนั้นประมาณกำไรสุทธิในปี 2557 ของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ลดลงจากปีก่อนหน้า 21% โดยจะอยู่ที่ 3,924 ล้านบาท

นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร บล.แอพเพิล เวลธ์ กล่าวว่าแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ นั้น คาดว่าบริษัทจะมีความสามารถในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยจะลดลง แต่เมื่อผู้ประกอบการได้ปรับตัวโดยหันมาใช้เทคโนโลยีในการบริหารธุรกิจ ก็จะทำให้ต้นทุนมีระดับต่ำลง ดังนั้นหากวอลุ่มลดลง ก็จะได้รับผลกระทบไม่รุนแรง โดยเฉพาะโบรกเกอร์ที่มีการปรับตัวหันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แทน

"ในส่วนของบริษัทแอพเพิลนั้น ปี 2557 บริษัทวางเป้าหมายมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านนายหน้าค้าหลักทรัพย์ติด 1 ใน 10 อันดับแรก หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 2% ปัจจุบันบริษัทเริ่มให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว กลุ่มลูกค้ามีทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมที่มากับพนักงานที่ย้ายตามมา นอกจากนี้ บริษัทยังมีงานด้านวาณิชธนกิจ โดยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนอีกอย่างน้อย 3 บริษัทที่จะเข้าซื้อขายในปีนี้ "

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้(31 ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดปิดตลาดที่ 1,274.28 จุด เพิ่มขึ้น 10.21จุด คิดเป็น 0.81%

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่าการที่ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีแรงซื้อเข้ามาหลังจากที่ดัชนีปรับลดลงมาแรง 2 วันติดต่อกัน และในระหว่างวันเรื่องของคำสั่งศาลแพ่งพิจารณาศาลแพ่ง กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการยื่นฟ้องนั้น ข้อสรุปการพิจารณาออกมาหลังจากตลาดปิดทำการซื้อขายไปแล้ว ทำให้ปัจจัยดังกล่าวไม่น่าจะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจการลงทุนในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงสูง เพราะสถานการณ์ช่วงวันหยุดและการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 จะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลกับตลาด หากมีความรุนแรงและเกิดความเสียหายก็น่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงไปถึง 1,230 จุด แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงดัชนีน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,250-1,260 จุด