ช่อง3 เดินหน้าจัดทัพคอนเทนท์ "ทีวีดิจิทัล" หลังชนะประมูล 3 ช่อง ศึกษาส่ง "ช่อง3" ออกอากาศคู่ขนานระบบเอชดี เลือกเบอร์ช่อง 33
นายประวิทย์ มาลีนนท์ อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในเครือบีอีซี เวิลด์ เปิดเผยว่าหลังจากบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) 3 ช่อง คือช่องเอชดี ,วาไรตี้ เอสดี และช่องเด็ก ด้วยมูลค่าการประมูลรวม 6,471 ล้านบาท ส่วนงบการผลิตคอนเทนท์รายปี บีอีซีฯ มีความพร้อมด้านเงินลงทุน โดยขณะนี้ทีมผู้บริหารกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมวางแผนคอนเทนท์แต่ละช่อง โดยช่องที่มีความชัดเจนคือช่องรายการเด็ก ซึ่งมีแนวคิดจะดำเนินการในรูปแบบเดียวกับช่องดิสนีย์ หรือ ฮอลล์มาร์ค ในต่างประเทศ
"ทีวีดิจิทัล ช่องเด็ก จะเป็นสื่อที่นำเสนอสาระประโยชน์และบันเทิงสำหรับครอบครัว โดยเป็นช่องที่ต้องการคืนกำไรให้สังคม ไม่มุ่งเน้นการบริหารเชิงธุรกิจ ส่วนช่องเอชดี กำหนดให้เป็นช่อง 3 และจะเลือกเบอร์ช่อง 33 ในการออกอากาศ" นายประวิทย์ กล่าว
อย่างไรก็ตามมองว่าในยุคทีวีดิจิทัล ที่มีจำนวนช่องเพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดการแข่งขันสูง ขณะที่ผู้ชนะประมูลมีภาระจ่ายค่าใบอนุญาตในช่วง 6 ปีแรก เชื่อว่าในช่วง 5 ปีแรกของการบริหารช่องทีวีดิจิทัล อาจต้องแบกรับภาระขาดทุน อีกทั้งการกำหนดราคาโฆษณาในช่วง 2 ปีแรกจะอยู่ในหลักหมื่นบาทต่อนาที หรือต่ำกว่าแสนบาทต่อนาทีเท่านั้น
ทางด้านนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างจัดเตรียมคอนเทนท์ช่องทีวีดิจิทัลใหม่ 3 ช่องที่กลุ่มบีอีซีฯ ชนะประมูล โดยอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการนำเสนอ คือการออกอากาศช่อง3 บนระบบอนาล็อกเดิม พร้อมพัฒนาคอนเทนท์ช่องทีวีดิจิทัลใหม่อีก 3 ช่อง และอีกรูปแบบ คือ การนำช่อง3 อนาล็อกไปออกอากาศคู่ขนานในแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัล ช่องเอชดี และพัฒนาคอนเทนท์อีก 2 ช่องใหม่ คือ วาไรตี้ เอสดี และช่องเด็ก สำหรับรูปแบบนี้จะมีการศึกษาเงื่อนไขสัมปทานเดิมของช่อง 3 รวมทั้งหารือกับ กสทช. อีกครั้งว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่
"แนวคิดการนำช่อง 3 ไปออกอากาศคู่ขนานในช่องทางทีวีดิจิทัล หาก กสทช. กำหนดให้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปีละ 2% และเงินสมทบกองทุนสื่ออีกปีละ 2% บริษัทอาจไม่เลือกรูปแบบนี้ เพราะมีภาระต้องจ่ายค่าสัมปทานจากระบบอนาล็อกอยู่แล้ว" นายสุรินทร์ กล่าว
สำหรับแนวทางการพัฒนาคอนเทนท์ช่องทีวีดิจิทัล ช่องวาไรตี้ เอสดี วางแนวคิดเป็นช่องวาไรตี้ รูปแบบเดียวกับช่อง3 ทั้งการนำเสนอรายการวาไรตี้ ละคร และข่าว และพร้อมทำงานร่วมกันผู้ผลิตรายการอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ กสทช. ที่กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ ที่กำหนดให้เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายการเช่าเวลาสถานีในสัดส่วน 10-40% ของเวลาการออกอากาศ
นายสุรินทร์ กล่าวว่าแม้จะมีช่องทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนท์ในปัจจุบันมีโอกาสเลือกสถานีทีวีเพิ่มขึ้นจากเดิมฟรีทีวี 6 ช่อง แต่เชื่อว่าภายใต้แบรนด์ช่อง 3 ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน จะทำให้ช่องทีวีดิจิทัลใหม่ของช่อง 3 เป็นทางเลือกที่ดีในการเป็นพันธมิตรระยะยาวของกลุ่มคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ในยุคทีวีดิจิทัล
สำหรับทิศทางการบริหารฟรีทีวี ช่อง3 ในปีนี้ เชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโต เนื่องจากทีวีดิจิทัล เพิ่งเริ่มต้นส่งสัญญาณ 50% ในปีแรก เชื่อว่าปีนี้รายได้ช่อง3 ยังเติบโตได้ในอัตรา 8-9% โดยเดือนม.ค.นี้ ได้ปรับขึ้นโฆษณาเฉลี่ย 10% เช่นกลุ่มรายการข่าว รายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเด่นเย็นนี้ ที่ปรับราคาโฆษณาจากเดิมนาทีละ2 แสนบาท เป็น 2.2 แสนบาท









