สำนักวิจัยเศรษฐกิจ-แบงก์ แห่ปรับ"จีดีพี"หลังการเมืองส่อลากยาว กระทบลงทุนภาครัฐ-ความเชื่อมั่น ประเมินครึ่งปีหลังเริ่มกระเตื้อง ส่งออกฟื้น
ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายลงอย่างไร ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ต้องชะลอออกไป และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและลงทุนภาคเอกชน
ผลกระทบการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน หลังจากรัฐบาลยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เคลื่อนไหวปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง
การยุบสภาของรัฐบาลส่งผลให้โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน มีความไม่แน่นอนมากขึ้นว่าจะดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ รวมทั้งโครงการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงผลกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ที่หน่วยงานรัฐประเมินว่าการปิดสถานที่ราชการส่งผลต่อการเบิกจ่ายประมาณ 10% ของงบลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ มีความเป็นไปได้ว่าการเติบโตต่ำกว่า 3% จากเดิมวางไว้ 4% หากการเมืองยังคงยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2558 ซึ่งขณะนี้ยังไม่เริ่มจัดทำงบประมาณ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประเมินตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้งในการประชุมวันที่ 12 มี.ค. 2557
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ลงเหลือ 2.8% จากเดิมที่ประเมินว่าจะเติบโตได้ราว 4.3% โดยสาเหตุมาจากผลกระทบทางการเมืองทำให้การลงทุนใหม่ของภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่ รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ลงทุน
"สาเหตุหลักเป็นเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง ที่มีต่อความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุน เพราะเดิมเรามองว่า เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ในปีนี้ เนื่องจากปีที่แล้วค่อนข้างแย่ แต่สถานการณ์การเมืองที่ยังไม่แน่นอน ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชน รวมทั้งการลงทุน ทำให้การเติบโตไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ จึงมองว่า ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแทบไม่มีเลย" นายพิพัฒน์ กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ตัวเลขการเติบโตที่ 2.8% นี้เป็นการประเมินบนสมมติฐานที่ว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะยืดเยื้อ แต่ไม่มีความรุนแรง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ก่อนกลางปีนี้ เพียงแต่รัฐบาลที่ได้มาคงไม่สามารถทำอะไรได้มาก นอกจากเข้ามาดูแลเรื่องการปฏิรูป จึงทำให้ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อาจต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม
"ในสมมติฐานพื้นฐานของเราแล้ว ครึ่งปีแรกการเติบโตอาจชะลอ โดยน่าจะโตได้ประมาณ 0.5-0.6% และครึ่งปีหลังพอสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนกลับคืนมา การเติบโตก็น่าจะกลับมาดีขึ้นด้วย ประกอบกับครึ่งปีหลังของปี 2556 ตัวเลขน่าจะต่ำ ทำให้เศรษฐกิจครึ่งหลังเติบโตได้ 4.5-5% และเมื่อเฉลี่ยทั้งปีแล้วก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.8%" นายพิพัฒน์ กล่าว
ทีเอ็มบีชี้ลงทุนใหม่ภาครัฐเกิดยาก
เช่นเดียวกับ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงทุนภาครัฐ ถือเป็นปัจจัยกดดันทำให้เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินว่าในปี 2557 ภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจหลักผ่านการลงทุน
"แต่เท่าที่ประเมินในขณะนี้การลงทุนใหม่ของภาครัฐคงเกิดขึ้นยาก ที่เหลือจึงต้องลุ้นว่า แรงส่งสำคัญทางเศรษฐกิจจะยังคงมีอยู่หรือไม่"
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ศูนย์วิเคราะห์ฯ จะปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงอีก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจหลายตัวที่จะทยอยประกาศในเดือนก.พ. นี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2556 ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมของปี 2556 ด้วย รวมทั้งตัวเลขการส่งออกเดือนธ.ค.2556 ตลอดจนรอดูสถานการณ์การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ว่าจะเป็นอย่างไร
"เราปรับประมาณการไปรอบหนึ่งแล้วเมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ซึ่งก่อนหน้านี้เรามองว่าปี 2557 เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4.2% แต่พอมีเรื่องยุบสภา ซึ่งดูแล้วคงทำให้การลงทุนติดขัดจึงได้ปรับลดประมาณการลงมาเหลือ 3.3% และก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลงอีก แต่ขอรอดูตัวเลขสำคัญๆ ในเดือนก.พ. ก่อน"นายเบญจรงค์ กล่าว
คาดส่งออกช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้
นายเบญจรงค์ กล่าวด้วยว่า การส่งออกในปีนี้ น่าจะเป็นตัวที่ช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องรอดูตัวเลขของเดือนธ.ค.2556 ซึ่งจะประกาศออกมาในช่วงเดือนก.พ. 2557 ด้วยเช่นกัน
"เชื่อว่านักวิเคราะห์ที่ติดตามเศรษฐกิจ กำลังรอดูเดือนก.พ.ซึ่งถือเป็นเดือนสำคัญ เพราะจะมีตัวเลขหลายตัวประกาศออกมา และจะเป็นตัวชี้ว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาในปีนี้จะมีมากน้อยแค่ไหน โดยเชื่อว่า สาเหตุที่ กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อนในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ก็คงรอดูตัวเลขเหล่านี้ด้วยเช่นกัน"นายเบญจรงค์ กล่าว
กสิกรคาดกระทบมากกว่า2ไตรมาส
ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ลงอยู่ระหว่าง 2.2-3.7% โดยมีค่าเฉลี่ยตรงกลางที่ 3% จากตัวเลขเดิมที่ประเมินไว้ระดับ 4.5% ซึ่งสาเหตุการปรับลดในครั้งนี้ เนื่องจากพัฒนาการของเหตุการณ์ทางการเมืองไทยตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา ได้ทวีความตึงเครียดมากขึ้นตามช่วงเวลาการชุมนุมที่ยืดเยื้อในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้ความคาดหวังเชิงบวกว่า ปัจจัยการเมืองจะกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพียงช่วงสั้นไม่เกิน 1-2 ไตรมาสนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก
"เนื่องจากการคลี่คลายของปมการเมืองที่ซับซ้อนในขณะนี้ ยังมีประเด็นปัญหาในหลายด้าน ทำให้อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่กลไกภาครัฐจะสามารถกลับมาเดินหน้าผลักดันแรงกระตุ้นเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งหมายความว่าแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในปีนี้คงต้องอาศัยภาคการส่งออกเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้ศูนย์วิจัยฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2557 อาจขยายตัวได้เพียง 3%"
ซีไอเอ็มบีไทยคาดฟื้นครึ่งปีหลัง
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางสำนักวิจัยฯ ขอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2556 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จะประกาศในช่วงต้นเดือนก.พ. 2557 แต่มองว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ในปัจจุบันที่ 3.4% น่าจะเป็นตัวเลขการเติบโตที่พอจะยืนยันได้
"ผมมองว่าตัวเลขการเติบโตที่ 3.4% น่าจะเป็นตัวเลขที่พอจะยืนยันได้ โดยอยู่บนสมมติฐานว่า เรามีรัฐบาลได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ผลิตกลับมา และยังเป็นไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย"นายอมรเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภาพในช่วงครึ่งปีแรกฯ ทางสำนักวิจัยฯ ประเมินว่าการเติบโตอาจไม่สูงมากนัก และมีโอกาสที่ไตรมาส 1 ปี 2557 การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอาจติดลบ แต่หลังจากนั้นน่าจะทยอยฟื้นตัวขึ้นได้ โดยมุมมองของทาง สำนักวิจัยฯ มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนช่วงครึ่งปีหลัง









