โบรกฯหวั่นต่างชาติทิ้งหุ้นไทย หลังประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เผยตั้งแต่ชุมนุมเงินไหลออกแล้ว 9.1 หมื่นล้าน แนะจับตาตลาดบอนด์ หวั่นต่างชาติขาย
บรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทยวานนี้ (22 ม.ค.) หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนต่อเนื่องจากวันก่อนแต่ไม่มากนัก โดยวานนี้ (22 ม.ค.) ปรับตัวมาปิดที่ 1290.49 จุด ลดลงเพียง 2.60 จุด หรือ 0.20% มูลค่าการซื้อขาย 31,760.74 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 861.64 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 469.74 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,091.04 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 240.34 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา คาดว่า จะเป็นตัวเร่งให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทย จากเดิมเงินลงทุนต่างชาติแนวโน้มจะไหลออกอยู่แล้ว หลังเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปฟื้นตัว เพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นตัวที่บ่งบอกว่าสถานการณ์การเมืองในไทย อยู่ในภาวะที่เป็นปัญหารุนแรง ต่างจากพ.ร.บ.ความมั่นคงที่นำมาใช้เพื่อการป้องปรามไม่ให้เกิดความรุนแรง
ทั้งนี้นับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมือง หรือตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.2556 จนถึงปัจจุบัน (21 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยออกไปแล้ว 9.18 หมื่นล้านบาท จากยอดที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2552 สูงสุด 3.2 แสนล้านบาท โดยจากการขายออกต่อเนื่อง บวกกับมูลค่าที่ลดลงตามราคาตลาด คาดยอดซื้อสะสมจะเหลือเพียง 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่ต่างชาติจะขายอีก และขายออกจนหมด เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ต่างชาติขายหุ้นที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2548-2551 ออกหมด ตอนที่มีวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ
"พ.ร.ก. ฉุกเฉินในมุมมองของต่างชาติ ถือว่าปัญหาในบ้านเราซีเรียสมากขึ้น ทำให้เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติมีโอกาสที่จะไหลออกง่ายขึ้น สิ่งที่ต้องระวังคือการไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตั้งแต่ช่วงปี 2552-2556 ต่างชาติมียอดซื้อสะสมในตลาดตราสารหนี้ไทยสูงถึง 2.35 ล้านล้านบาท หากเม็ดเงินส่วนนี้ไหลออกจะกระทบต่อตลาดทุนและส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอีก"
กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบจากการออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลักๆ เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้จากการเดินทางของต่างชาติ ทั้งกลุ่มโรงแรม สายการบิน ท่าอากาศยาน รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลบางส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากการชุมนุมทางการเมือง แต่การออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเพิ่มระดับผลกระทบมากขึ้น
"ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (22 ม.ค.) ปรับลดลงไม่มาก ทั้งที่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังเติบโต แม้จะต่ำกว่าคาด ทำให้มีแรงซื้อสะสมเข้ามา"
ด้านบล.เคจีไอ วิเคราะห์ว่า ให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่คาดจะได้รับผลกระทบเชิงจิตวิทยาเชิงลบจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้แก่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล และหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากประเด็นข่าวที่รัฐบาลรักษาการอาจปรับแผนเงินลงทุนจากในส่วนของการก่อสร้างรถไฟฟ้ามาใช้จ่ายให้กับเงินรับจำนำข้าวให้ชาวนาไปก่อนในระยะสั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มรับเหมาที่อิงกับงานภาครัฐ
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ปัจจัยการเมืองยังจะเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยปีนี้ช่วงครึ่งปีแรก และอาจจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้ หากมองการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นปรับตัวลงไป 11% ในระยะเวลา 5 วัน และลงไปทำจุดต่ำสุดในช่วงที่ทหารออกมาปฏิบัติการ ก่อนที่ตลาดหุ้นจะดีดกลับหลังจากสถานการณ์คลี่คลายและมีความชัดเจน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเพียงแต่องค์ประกอบของเหตุการณ์แตกต่างกันไป แต่หากชัดเจนเกิดขึ้น เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะนักลงทุนเห็นความชัดเจน และทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายลงด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม
สิ่งที่นักลงทุนอยากเห็น คือ ความชัดเจนไม่ว่าจะจบลงในลักษณะใดก็ตาม ส่วนตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันในปัจจุบันถือว่าไม่ถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาคถือว่ามีระดับที่ใกล้เคียงกัน และอย่าหวังว่าปีนี้ต่างชาติจะกลับเข้าลงทุนตลาดหุ้นไทย เพราะตลาดเอเชียเหนือดูดีกว่าตลาดหุ้นเอเชียใต้รวมทั้งไทยมากกว่า
"ในอดีตที่ผ่านมาหากเกิดเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นตลาดหุ้นไทยก็จะปรับตัวลงแรงประมาณ 1 - 2 วัน ก่อนที่จะปรับตัวดีดกลับ ทั้งนี้บริษัทมองว่าด้วยสภาพการณ์ปัจจุบันแนวรับเดิมที่ 1,180 จุด น่าจะรับอยู่ เพราะมีสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 11 เท่า มองเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,420 จุด ที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 13.5 เท่า และอัตราเติบโตของกำไรสุทธิที่ 10% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในปีนี้ที่มองไว้ 15% ซึ่งสะท้อนส่วนลดปัจจัยการเมืองเอาไว้ในระดับหนึ่งแล้ว หากดัชนีปรับลงมาต่ำกว่า 1,250 จุด บริษัทก็พิจารณาออกกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ด้วยเช่นกัน"
เขากล่าวว่า ปีนี้ยังเป็นปีที่ดีของหุ้น โดยมีแนวโน้มจะเห็นเงินโยกจากตราสารหนี้เข้ามาตลาดหุ้นอีกมา เพราะปัจจุบันความเสี่ยงของตลาดลดลงไปมาก ทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนกลับมา และปีนี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจของประเทศ G-3 ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น กลับมาโตพร้อมกันอีกครั้งด้วย การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังจะมีอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อยังไม่เป็นปัญหา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในหุ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจที่สุดในมุมมองของบริษัทยังเป็นหุ้นญี่ปุ่นรวมทั้งหุ้นในกลุ่มเอเชียเหนือ ได้แก่ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ G-3
ทั้งนี้ ควรลดการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และการลงทุนในทองคำ ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ที่เคยแนะนำให้ลงทุนมาอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้วมองว่าเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แนะนำให้ลงทุนเพิ่มและควรหาจังหวะขายออกไปก่อนรอจนตลาดปรับตัวลงมาจนมีโอกาสในขาขึ้น (UPSIDE) มากระดับ 10 - 15% จึงเริ่มน่าสนใจอีกครั้ง
"แนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 70% และในประเทศ 30% โดยให้น้ำหนักหุ้นในญี่ปุ่น เอเชียเหนือ และตลาดหุ้นจีน"









