"ซิงเกอร์"เผยสัดส่วนเอ็นพีแอลเริ่มขยับจาก 5% ในปีที่ผ่านมา เป็น 5.5 % ในปัจจุบัน ระบุเหตุจากเศรษฐกิจชะลอตัว และผลพวงชาวนาขาดสภาพคล่อง
นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่ธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกร โดยบริษัทซิงเกอร์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าลักษณะขายตรงค้าปลีก (ไดเร็ทเซลล์) ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเชิงพาณิชย์และอื่นๆ ซึ่งมีฐานลูกค้าเป็นชาวไร่ชาวนากว่า 25% จากลูกค้าทั้งหมดราว 1.75 แสนราย กังวลว่าจะเกิดภาวะชะลอการผ่อนชำระสินค้าเพิ่มมากขึ้นในอนาคต จนทำให้สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวสูงขึ้น
"ยอมรับว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้เอ็นพีแอล 5.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่มีสัดส่วนเอ็นพีแอล อยู่ที่ 5%"
ส่วนผลกระทบที่เห็นชัดเจนแล้ว คือ การชะลอตัวของลูกค้าที่เป็นเกษตรกรรายใหม่ จากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และเห็นว่าผลกระทบจะหนักขึ้นอีก หากในระยะ 2-3 เดือนจากนี้ รัฐยังไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าข้าวให้กับชาวนาได้ จากการลงพื้นที่ในต่างจังหวัด ได้รับเสียงสะท้อนจากชาวนาหลายครัวเรือนว่า เริ่มไม่มีเงินใช้จ่าย และยังต้องการเงินไปชำระหนี้ที่กู้มาก่อนหน้านี้
"เราเริ่มได้ยินเสียงบ่นจากชาวนาว่ายังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว มีแต่ใบประทวนที่รอขึ้นเงิน ที่สำคัญมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ทำให้โครงการจำนำข้าวมีความเสี่ยง คนเดือดร้อนคือชาวนาที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เมื่อเงินสะดุดทุกอย่างต้องชะงัก หรือชะลอไปด้วย อะไรที่เคยจ่ายได้ตรงตามตารางการเงินเขาก็ต้องหยุดไปก่อน"
นายบุญยง ยังกล่าวว่า ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพคล่องของชาวนา นอกจากธุรกิจประเภทขายตรง ผ่อนชำระสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นซิงเกอร์แล้ว อีกธุรกิจที่เห็นว่าน่าจะได้รับผลกระทบ นั่นคือ ธุรกิจจำหน่ายปุ๋ย และเครื่องมือทางการเกษตร
"ธุรกิจขายสินค้าเงินผ่อนของซิงเกอร์ ตอนนี้ยังกระทบไม่มาก เพราะเงินผ่อนชำระต่องวดไม่สูงนัก 600-700 บาท ซึ่งเกษตรกรยังพอมีเงินจ่าย แต่เรายอมรับได้ติดตามสถานะการเงินของลูกค้าใกล้ชิด และถ้ารัฐยังไม่มีเงินจ่ายชาวนาในอีก 2-3 เดือนจากนี้ เชื่อว่าปัญหาจะยิ่งหนักขึ้น ผมเห็นว่าธุรกิจจำหน่ายปุ๋ย และเครื่องมือการเกษตรเป็นอีกธุรกิจ ที่จะได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน"
นอกจากชาวนาจะได้รับเงินจำนำข้าวล่าช้าแล้ว อีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของเกษตรกร คือภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้กำลังซื้อในประเทศที่ลดลงตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ปัจจุบันซิงเกอร์มีสัดส่วนรายได้ 90% มาจากธุรกิจเงินผ่อนหรือสินเชื่อ และอีก 10% เป็นธุรกิจที่ชำระเป็นเงินสด จึงต้องติดตามดูว่าภายในไตรมาสนี้ สัดส่วนของตัวเลขสินเชื่อจะปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนว่าลูกหนี้เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่มากนัก อาจจะส่งผลให้อัตราการเติบโตของซิงเกอร์ปีนี้ไม่สูงมากนัก โดยตั้งเป้าไว้เติบโต 15% จากรายได้รวมกว่า 3,500 ล้านบาท ปีนี้ยังจะใช้โมเดลการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยเน้นธุรกิจเครือข่ายหรือธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น หรือ MLM ( Multi-level Marketing ) ที่เน้นให้สิทธิประโยชน์กับลูกค้ามากขึ้น จะช่วยเพิ่มเครือข่ายมากขึ้น สามารถเข้าถึงได้ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านที่มีอยู่ 75,000 หมู่บ้าน
โดยสินทรัพย์ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 3,281.43 ล้านบาท มีหนี้สิน 1892.49 ล้านบาท มีรายได้ 2,836.52 ล้านบาท และมีกำไร 277.21 ล้านบาท









