รัฐบาลรื้อแผนก่อหนี้ ชะลอแผนลงทุน"รถไฟฟ้า-กฟผ."ปรับเป็นกู้เงินจ่ายจำนำข้าว 1.4 แสนล้าน ขณะที่กกต.ชี้ไม่มีอำนาจพิจารณาก่อหนี้เพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบปรับปรุงแผนก่อหนี้ภาครัฐ เพื่อหาเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวที่ยังค้างใบประทวนในฤดูผลิต 2556/57 ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติว่าไม่มีอำนาจพิจารณาแผนก่อหนี้ แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากการก่อหนี้ดังกล่าวมีผลผูกพันรัฐบาลใหม่
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามแผนก่อนหนี้เดิม โดยวานนี้(21 ม.ค.) ครม.รักษาการ เห็นชอบปรับปรุงแผนก่อหนี้ครั้งที่ 1 โดยนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว
"ทราบว่ากกต.ได้พิจารณาเรื่องเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่เห็นคำวินิจฉัย เบื้องต้นทราบว่ากกต.ไม่ขัดข้อง แต่ขอดูคำวินิจฉัยก่อน หากไม่มีสิ่งใดติดขัดข้อกฎหมาย กระทรวงการคลังก็จะเตรียมจัดหาเงินไปชำระค่าจำนำข้าวให้กับชาวนา ส่วนแหล่งเงินขณะนี้มีสภาพคล่องในประเทศสูง มีวิธีการทั้งออกตราสาร พันธบัตร ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะเป็นสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่ง"
ในวันนี้(22 ม.ค.) นายกิตติรัตน์ จะแถลงข่าวที่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี พร้อมกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตตรีและรมว.พาณิชย์ ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก่อนการแถลงข่าว
ในช่วงเช้าวานนี้(21 ม.ค.) นายกิตติรัตน์ เข้าชี้แจงต่อกกต. โดยชี้แจงกรณีที่รัฐบาลเสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะโดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือกปี 2557 จำนวน 1.3 แสนบ้านบาท ซึ่ง กกต.ต้องพิจารณาว่า การกู้เงินดังกล่าวจะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) ซึ่งเป็นเรื่องของการดำเนินโครงการที่อาจมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่ โดยใช้กองกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นสถานที่ประชุม
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าตามที่กระทรวงการคลังมีหน้าที่ในการบริหารหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งเสนอให้ครม.รับทราบและอนุมัติ แต่เนื่องจากมีการยุบสภา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสว่าการดำเนินการตรงนี้ไม่มีอะไรเคลือบแฝงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ก็เสนอเรื่องให้ กกต.รับทราบและพิจารณา
"ก็มาชี้แจงให้ กกต.เห็นแง่มุมต่าง ๆ ขอยืนยันว่าในมุมของกระทรวงการคลังเราต้องดำเนินการไปตามมติ ครม.ก่อนยุบสภา เรื่องข้าวเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เรื่อง แต่ทั้งหมดทุกเรื่องได้มีการอนุมัติโดย ครม.ไว้ก่อนแล้ว เรื่องที่จะดำเนินการเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่เกิดเป็นภาระหนี้ใหม่ไปผูกพันรัฐบาลในอนาคต"
กกต.โยนรัฐบาลตัดสินใจเอง
ด้านนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวแถลงหลังการประชุม คณะกรรมการ กกต.วานนี้(21 ม.ค.) ว่าการปรับกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่อยู่ในวงเงิน ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ัี เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ แต่กกต.ไม่มี อำนาจพิจารณาว่า รัฐบาลรักษาการสามารถก่อหนี้ที่เป็นภาระผูกพันไปยังรัฐบาลใหม่ ได้หรือไม่
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวว่ากกต.ไม่มีอำนาจพิจารณาว่ารัฐบาลจะสามารถกู้เงินเพิ่มเพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวได้หรือไม่ โดยให้เป็นดุลยพินิจของรัฐบาลพิจารณาเอง
"ผมเห็นว่าเรื่องนี้กกต.ไม่มีอำนาจไปบอกว่าได้หรือไม่ รัฐบาลต้อง ตัดสินใจเอาเองว่า สิ่งที่จะทำเป็นผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่"นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวว่ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ หากมีการร้องเรียน ว่า การกระทำดังกล่าวอาจผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ
นายสมชัย กล่าวอีกว่า จากการสอบถามตัวแทนรัฐบาลที่มาชี้แจงต่อกกต. ว่า หากรัฐบาลดำเนินการกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวจะสามารถนำมาชำระคืนในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลกล่าวว่าไม่ได้ ต้องใช้ระยะเวลาในขายข้าวถึง 2 ปี
ปรับบริหารหนี้-โยกกู้เงินใช้จำนำข้าว
ด้านนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงมติครม.ว่ามีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง เสนอให้มีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ครั้งที่ 1 โดยการปรับปรุงยังอยู่ในกรอบที่ครม.ทำได้ เนื่องจากมีการปรับลดหนี้สาธารณะลงประมาณ 5,000 ล้านบาท ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันกับรัฐบาลในอนาคต ส่วนการกู้เงินเพิ่มเติมมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว จะเป็นการตัดสินใจของกระทรวงการคลัง หลังจากที่มีการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะแล้ว
สำหรับรายละเอียดสำคัญคือการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะลง 5,168.92 ล้านบาท จากเดิม 1,321,499.76 ล้านบาท เหลือ 1,316,330.84 ล้านบาท พร้อมทั้ง อนุมัติการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงินของแผนที่ได้ปรับปรุง ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการโดยมติ ครม. โดยหน่วยงานไว้ก่อนวันที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร
ตามแผนปรับหนี้ คือ จะลดแผนกู้เงินในโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท ที่เดิมมีแผนจะกู้เงินในปี 2557 ประมาณ 1.2 แสนล้านบาทออก เนื่องจาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทอยู่ในขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งปรับลดแผนการก่อหนี้ใหม่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ให้ปรับลดวงเงินกู้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาทออกจากแผนนบริหารหนี้สาธารณะ
หลังจากนั้น จะเพิ่มก่อหนี้ใหม่ 2 รายการ รวมเงิน 143,244 ล้านบาท ได้แก่ 1.เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล 13,244 ล้านบาท และ เงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก(นาปี) ปีการผลิต2556/57 จำนวน 130,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาวินัยการคลัง จึงเห็นควรนำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติให้กำหนดวงเงินดำเนินโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรคงค้างทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วงเงินกู้ไม่เกิน 410,000ล้านบาท และเงินทุนของธกส. ที่ไม่เกิน 90,000ล้านบาท อย่างช้าที่สุดวันที่ 31ธ.ค.2557 (อ่านรายละเอียดหน้า2)
ผลจากการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ได้ทำให้ระดับของหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 47.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี). และมีภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ในระดับที่ 7.4% ซึ่งไม่เกินกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าครม.ได้ขออนุมัติเรื่องดังกล่างก่อนที่จะมีมติจากกกต.ในช่วงเย็นของวันที่21ม.ค โดยมีการปรึกษากันว่า ถ้ากกต.เห็นชอบให้ดำเนินการกู้เงิน 130,000 ล้านบาทได้ ก็จะสามารถดำเนินการได้ทันทีเพราะมีมติ ครม.แล้ว แต่ถ้ากกต.ไม่เห็นชอบก็จะมาปรึกษาหารือกันใหม่
ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตด้วยว่าในการปรับปรุงแผนดังกล่าวได้ขยายกรอบการทำงานในเรื่องของการใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าว ให้อยู่ภายใต้วงเงิน 500,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 31ธค.2557 แบ่งเป็นวงเงินกู้ไม่เกิน 410,000 ล้านบาท และเงินทุนของธกส. ที่ไม่เกิน90,000ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดกรอบนี้ไว้ที่สิ้นปี 2556
"สมชัย"แจงมติกกต.ไม่รับพิจารณา
ด้านนายสมชัย กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟสบุกส่วนตัว โดยระบุว่ามติ กกต. เรื่องเงินกู้จำนำข้าว ดังนี้
1.เรื่องที่รัฐบาลขอให้ กกต. อนุมัติขยายวงเงินกู้ 130,000 ล้านเพื่อไปชำระหนี้ชาวนา กกต.เห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจแก่ กกต. ในการอนุมัติประเด็นดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา181(3) เขียนไว้เพียงว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป โดยไม่มีเขียนว่า เว้นแต่ได้รับอนุมัติจาก กกต.
2.ดังนั้นการพิจารณาจึงมี 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ประเด็นแรก เรื่องขยายวงเงินกู้ 130,000 ล้าน อยู่ในอำนาจอนุมัติ กกต. หรือไม่ คำตอบคือ ไม่
3.ประเด็นที่สอง การกู้เงินดังกล่าว เป็นการผูกพันกับ ครม.ชุดต่อไปหรือไม่ ซึ่งตัวแทนฝ่ายรัฐบาลพยายามอธิบายว่าไม่ผูกพัน แต่คำถามที่ถามในที่ประชุม เพื่อนำไปสู่คำตอบว่า ผูกพันหรือไม่ มีหลายคำถามเช่น เงินกู้ 130,000 ล้าน เป็นเงินที่รัฐบาลรักษาการ สามารถขายข้าวมาใช้คืน ก่อนมีรัฐบาลใหม่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่
อีกทั้งข้าวในสต็อก มีเท่าไร มีมูลค่าเท่าไร และจะใช้เวลาเท่าไรในการขายข้าวเพื่อให้ได้เงินคืน คำตอบคือ มีประมาณ 14 ล้านตัน เป็นมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท และจะใช้เวลาในการขายประมาณ 2 ปี และนโยบายจำนำข้าว เป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดต่อไปจำเป็นต้องยึดเป็นนโยบายต่อไปหรือไม่ คำตอบคือ ไม่
4.ดังนั้นประเด็นที่ จะถือว่า ผูกพันหรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณาเอง หากแน่ใจว่า ไม่ผูกพัน ก็ดำเนินการกู้เงินเพื่อไปชำระหนี้ชาวนาได้เลย แต่หากคิดว่า ผูกพัน ก็ไม่ควรดำเนินการ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญ และ 5.มติ กกต. จึงไม่ใช่ ก. อนุมัติ หรือ ข. ไม่อนุมัติ แต่เป็น ค. คือ ไม่รับพิจารณาและให้รัฐบาลตัดสินใจเอง
เผยยอดใบประทวนพุ่ง1.7แสนล้าน
นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการธ.ก.ส.กล่าวถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวปีการผลิต 2556/57ว่า ยอดใบประทวนที่เข้าสู่โครงการจำนำข้าวล่าสุดมีจำนวน 10.41 ล้านตัน คิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายจำนวนประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ในจำนวนดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้จ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่เข้าโครงการแล้วจำนวน 5.19 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนข้าว 3.2 ล้านตัน ขณะนี้ มีวงเงินเหลือที่จะจ่ายได้ประมาณ 4 พันล้านบาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายข้าวได้ประเมินว่า จะมีจำนวนข้าวนาปี 2556/57 ที่เข้าสู่โครงการรับจำนำคิดเป็นจำนวนเงิน 1.5 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ ยอดใบประทวนที่เข้าโครงการได้เกินกว่ากรอบคาดการณ์ และ ทางธ.ก.ส.คาดว่า จนถึงสิ้นฤดูการผลิตข้าวนาปี หรือประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์จะมีจำนวนข้าวที่เข้าโครงการคิดเป็นเงินประมาณ 1.9 แสนล้านบาท









