การเมืองป่วน ฉุดภาพรวมธุรกิจแฟชั่น ลูกค้าในประเทศ-ต่างประเทศ หดหาย 2 กูรูแนะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส
สถานการณ์การเมืองยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในแนวทางที่ชัดเจน แต่ธุรกิจทุกอย่างก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป รายการ "Business Talk" กรุงเทพธุรกิจทีวี เชิญผู้ประกอบการสินค้าแฟชั่น ทั้งตัวแทนผู้ค้าปลีกกลุ่มชาวโบ๊เบ๊ และตัวแทนจากผู้ประกอบการรายใหม่ ผู้พัฒนาโครงการสำเพ็ง 2 ที่ต่อยอดโอกาสมาจากสำเพ็งแรก ย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพ ศูนย์ค้าปลีกแฟชั่น แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ร่วมพูดคุยในหัวข้อ "จับตาค้าปลีกค้าส่งแฟชั่นช่วงการเมืองป่วน"
คมสรรค์ วิจิตรวิกรม อุปนายกสมาคมชาวโบ๊เบ๊ กล่าวว่า โบ๊เบ๊เป็นย่านการค้าที่สำคัญมากว่า 60 ปี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านค้ามากกว่า 2,000 ราย โดยเป็นกลุ่มขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอีทั้งหมด สามารถสร้างยอดขายต่อรายคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี และการที่แต่คนประกอบการมายาวนาน ผ่านเหตุการณ์และวิกฤติต่างๆ มามาก จึงมีวิธีคิดวิธีบริหารจัดการต่อสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้
สำหรับเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เห็นว่ามีผลกระทบต่อตลาด แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ลูกค้าต่างประเทศและลูกค้าในประเทศ
ด้านต่างประเทศผลกระทบจากการที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ทำให้ผู้ค้าที่จะมาซื้อสินค้าแฟชั่นในย่านเหล่านี้ไปขายให้กับนักท่องเที่ยวในย่านค้าขายแฟชั่นลดลงตามไปด้วย เช่น ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางเจ้ามาไทย 80% จะมาที่จตุจักร และแต่ละคนพกเงินเฉลี่ย 1 หมื่นบาท ดังนั้นเมื่อนักท่องเที่ยวจตุจักรลดลง ก็ส่งผลต่อย่านค้าแฟชั่น ประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ซึ่งเป็นต้นทางที่จตุจักรรับไปขาย
ช่วงเวลานี้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ประตูน้ำเข้าออกลำบาก อาจกระทบมากหน่อย แต่ถ้าแยกดูเป็นรายละเอียดระหว่างคู่ค้าชาวต่างชาติ อาจไม่มากนัก เพราะคู่ค้าหลักจะมีการติดต่อสอบถามมาก่อนแล้วถึงค่อยมารับสินค้า หรือบางรายใช้วิธีให้ส่งสินค้าไปให้โดยตรง
"งานแฟชั่นในไทย เป็นตลาดที่ของดีและถูก ลูกค้าอาเซียนเข้ามาซื้อเยอะมาก ทั้ง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลย์เซีย มาเที่ยวและซื้อไปขายต่อ เป็นตลาดที่ใหญ่มาก นักท่องเที่ยวเป็นตลาดใหม่"
ตลาดในประเทศ ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ไม่รุนแรงมากนัก เพราะลูกค้าปรับตัว ประยุกต์เสื้อผ้าเข้ากับสถานการณ์ เช่น ลายธงชาติ สามารถจำหน่ายได้ดี รวมทั้งสินค้าอื่นๆ เช่น นกหวีดที่สั่งจากจีนผ่านทางสำเพ็งเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น ทั้งนี้พบว่าสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 50% จากเดิมที่เป็นสินค้าผลิตในประเทศ 70%
"เราพยายามให้ผู้ประกอบการสร้างเอง ออกแบบเอง สร้างสรรค์สินค้าเป็นยี่ห้อของตัวเอง แต่ถ้าจะจ้างจีนผลิตก็ไม่เป็นไร แต่ให้คงไอเดียแบรนด์ไทยไว้ เพื่อรับมือการเปิดเออีซี ตลาดเสื้อผ้าแฟชั่น อาเซียนขายดีมาก ตลาดอาเซียนมาซื้อบ้านเราเดินถูกทาง รับแฟชั่นเรา โดยเฉพาะ ลาว เขมร เวียดนาม เราเป็นผู้นำ"
คมสรรค์กล่าวว่า ช่วง 2 เดือน มีคนทำยอดขายนกหวีด 5-6 ล้านชิ้น เป็นการบ่งบอกว่าในวิกฤติมีโอกาส เช่นเดียวกับเสื้อก็ขายดี หมวกลายธงชาติก็ขายดี อย่างไรก็ตามหากพูดถึงภาพรวม ถือว่าศูนย์เสียมาก แม้ขณะนี้ประเมินความเสียหายยังไม่มาก เนื่องจากว่าสถานการณ์เริ่มเข้มขึ้นจริงๆ เมื่อ 13 ม.ค.ที่ผ่านมาเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องดูสถานการณ์ในสัปดาห์ที่ 2 จึงจะสามารถประเมินได้
อย่างไรก็ตามเห็นว่าการเมืองไทยไม่น่ากลัว หากจบได้เร็วนักท่องเที่ยวที่หายไป 20-30% ก็จะกลับมาได้เร็ว
"คนที่ตลาดก็ไปประท้วงกับเขาด้วย เชื่อว่าเค้าย่อมเข้าใจ คงไม่ยืดเยื้อ"
ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการสำเพ็ง 2 ถนนกัลปพฤกษ์ กล่าวว่า โครงการซึ่งมีพื้นที่เกือบ 200 ไร่ มีการพัฒนาไปแล้วกว่า 140 ไร่ และมียอดจองเต็มแล้ว
"เราสร้างศูนย์การค้าให้คนค้าขาย ไม่กระทบเท่าไร แต่สร้างบ้านอาจกระทบคนไม่มีอารมณ์ซื้อ"
ทนงศักดิ์ กล่าวว่าอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ก็ส่งผลให้สินค้าบางอย่างขายได้ดี เช่น ร้านเครื่องประดับที่มีงานสั่งทำต่างหูเพชรเข้ามา จึงเรียกได้ว่าทุกวิกฤติมีโอกาสอยู่เสมอ
ศิริชัย ประพันธ์ธุรกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคาร ศูนย์แฟชั่นค้าปลีกค้าส่ง เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ กล่าวว่า เหตุชุมนุมทางด้านการเมือง มีการประเมินสถานการณ์ช่วง 13 - 16 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่า จำนวนลูกค้าที่เข้ามาเดินภายในศูนย์ฯลดลงจากเดิม 60% รถยนต์ที่มาจอดบนอาคาร ลดลง 90% แต่ในส่วนของร้านค้าที่เปิดให้บริการยังคงเปิดให้บริการเกือบ 100%









