วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะธุรกิจงัดแผนรับมือแบงค็อกชัตดาวน์

นักธุรกิจมองแบงค็อก ชัตดาวน์ เกิน 7 วัน กระทบความเชื่อมั่น แนะผู้ประกอบการงัดแผนสำรองรับมือ

น.ส.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงาน Operational Excellence บริษัท PWC Consulting ประเทศไทยจำกัด ร่วมประเมินผลกระทบธุรกิจจากวิกฤติปิดกรุงเทพฯ (Shut Down Bangkok ) กับนายศักดิ์ชัย เก่งกิจโกศล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มบีเค จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ย่านปทุมวัน หัวข้อ " ปิดกรุงกระทบธุรกิจและระบบคมนาคม?" ในรายการBusiness Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี

นายศักดิ์ชัย บอกว่า การปิดการจราจรบริเวณสี่แยกสำคัญๆ 7 จุดในพื้นที่กรุงเทพ (Shut Down กรุงเทพฯ) ของคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) วันที่ 13 ม.ค.เป็นวันแรกนั้น บริเวณสี่แยกปทุมวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ว่า เบื้องต้นได้รับผลกระทบจากการยอดขายสินค้าที่ขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ลดลงไปประมาณ 60% จากจำนวนนักท่องเที่ยววันละ 4หมื่นคน และมีการใช้จ่าย 3,000 บาทต่อคน เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปมากพอสมควร

ส่วนสินค้าสำหรับคนไทยยังพอไปได้ และได้รับผลกระทบไม่มาก ซึ่งหากยังคงมีเส้นทางจราจรที่สามารถเดินทางมาที่ศูนย์การค้าเอ็มบีเค ฯได้ ก็เชื่อว่าผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ของศูนย์การค้ายังคงจำหน่ายสินค้าได้ แม้จะลดลงไปบ้าง และหากเส้นทางจราจรยังเดินทางมาได้ ทางศูนย์การค้าฯก็ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ คือตั้งแต่ 10.00-22.00 น. โดยจะประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ทั้งนี้ศูนย์การค้าเอ็มบีเคฯ เผชิญสถานการณ์ชุมนุมมาเป็นครั้งที่สามแล้ว สองครั้งที่ผ่านสอนให้เรารู้ว่า ผู้ชุมนุมใช้จ่ายอะไร ดังนั้นเราได้ประชุมและแจ้งผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ว่าธุรกิจอาหาร ของว่าง เครื่องดื่มเป็นสินค้าที่ผู้ชุมนุมต้องการ ฉะนั้นผู้ประกอบการควรสต็อกวัตถุดิบไว้ อาทิเช่น ของสด ขณะที่ทางศูนย์การค้าฯเองก็ได้เตรียมสต็อกแก๊สหุงต้มไว้ให้มากกว่าปกติเพื่อรองรับความต้องการใช้

"เอ็มบีเคฯ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และจะประเมินดูว่าในช่วงกลางคืนมีความเสี่ยงอะไรหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน เราจะดูเป็นวันๆไปเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าควรจะปรับเวลาเปิดหรือปิดอย่างไร "

นายศักดิ์ชัย ยังบอกถึงมาตรการรับมือกับสถานการณ์นั้นเราเตรียมไว้ 4 ระดับได้แก่ เขียว เหลือง แดงและแดงเข้ม ซึ่งขณะนี้เราประกาศใช้มาตรการสีแดงเข้ม โดยลดความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการที่เข้ามาภายในศูนย์การค้าลงไปบ้าง และมีมาตรการคัดกรอง ตรวจสัมภาระ รถยนต์ ซึ่งในวันแรกก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างดี นอกจากนั้นยังมีมาตรการฉุกเฉินสำรองไว้อีกด้วย

"สิ่งที่อยากฝากไปถึงทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุม คือ ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนทุกเรื่อง ที่เหลือภาคธุรกิจจะจัดการเอง ไม่ว่าจะเลือกตั้งหรือปฏิรูป ออกมาให้ชัดเจน"

น.ส.ภิรตา บอกว่า การชุมนุมของกลุ่มกปปส.ทั้ง 7 จุดนั้น ระยะสั้นคงมีผลกระทบไม่มากนัก เพราะภาคธุรกิจรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการชุมนุมวันไหน จึงเตรียมแผนสำรองไว้ และมีการปรับเส้นทางโลจิสติกส์ เช่น เส้นทางเดินรถเปลี่ยนมาเป็นเส้นทางเดินเรือ และมีแผนแบล็กอัพด้านระบบไอทีซึ่งสามารถตอบโจทย์ในระยะสั้นได้ แต่ที่น่ากังวลคือ ระยะยาวของภาคธุรกิจ หากการชุมนุมยืดเยื้อเกินกว่า 1 สัปดาห์ จะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นและความมั่นคงของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งสินค้า รวมถึงแผนการผลิต ซึ่งนักลงทุนอาจไม่มั่นใจว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อหรือไม่ เพราะปกติหลักการวางแผนรับมือวิกฤติต่างๆของภาคธุรกิจนั้น ส่วนใหญ่จะเตรียมไว้นานประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งครั้งนี้ ภาคธุรกิจ จะมีการประเมินสถานการณ์ทุกวัน เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ มีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่

"ถ้ายังคงมีการปิดการจราจรนานถึง 2 สัปดาห์ จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนโดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ"

น.ส.ภิรตา แนะนำว่า ในแง่ของภาคธุรกิจนั้น ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ต้องไม่มีการประมาท ต้องวางแผนเตรียมมาตรการรับมือ อย่านิ่งนอนใจ ทุกครั้งที่เตรียมแผนต้องประเมินสถานการณ์ในแง่ร้ายสุดไว้ตลอดเวลา รวมทั้งต้องติดตามสถานการณ์ หรือประเมินสถานการณ์ทุกวัน มีการสื่อสารกับบุคคล อาทิ พนักงานในองค์กร ลูกค้า และผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ธุรกิจ ต้องมีแผนสำรอง กำหนดตัวบุคคลสำคัญที่ปฏิบัติงาน (Critical Person ) หรือ กำหนดว่าใครต้องทำหน้าที่อะไรในองค์กร เพื่อให้การทำงานไม่หยุดชะงัก และการสื่อสารไม่ขาดตอน ตลอดจนต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจนั้น มีมาตรการสำคัญ 5 ประการที่ต้องเตรียมไว้ในช่วงที่เกิดวิกฤติ ได้แก่ 1. ด้านระบบไอที การสื่อสารต่างๆ 2. ด้านSupply วัตถุดิบ 3. การสื่อสารกับพนักงานในองค์กร 4. กำหนดสถานที่สำรอง และ5. เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ให้พร้อม