แบงก์ชาติ เผยกลุ่มผู้นำเข้าเริ่มทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่ม หลังบาทอ่อนค่า ล่าสุดเดือนพ.ย.เฮดจิ้งกลุ่มผู้นำเข้าพุ่งแตะ 27%
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในระยะนี้ ธปท.เริ่มเห็นผู้นำเข้ามีการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือ เฮดจิ้งมากขึ้น อีกทั้งปริมาณการทำเฮดจิ้งของผู้นำเข้า ยังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับผู้ส่งออก เนื่องจากผู้นำเข้าส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ หรือมีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ จึงมีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ต่างจากผู้ส่งออก ที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อย โดยในเดือนพ.ย.56 ผู้นำเข้าทำเฮดจิ้งเพิ่มสูงสุดในรอบ 11 เดือน อยู่ที่ 27 % หรือเพิ่มขึ้น10% จากเดือนต.ค.ที่การทำเฮดจิ้งอยู่ที่ 17 % เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการทำเฮดจิ้งที่ 16-20 %
สำหรับกลุ่มผู้ส่งออกในเดือน พ.ย.มีการทำเฮดจิ้งอยู่ที่ 34 % เพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค.ที่มี 30 % โดยผู้ส่งออกมีการทำเฮดจิ้งน้อยลงในช่วงบาทอ่อนค่า โดยค่าเฉลี่ยการทำเฮดจิ้งของผู้ส่งออกก่อนหน้าอยู่ที่ 30-40 % ทั้งนี้พบว่า การทำเฮดจิ้งของผู้ส่งออกที่สูงที่สุดในปีนี้ คือ เดือนมิ.ย.ที่ 40 %
“หากผู้นำเข้ามองแนวโน้มบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง และผันผวนต่อ เขาก็ต้องยิ่งทำเฮดจิ้ง เพื่อปิดความเสี่ยง ดังนั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่อาจเห็นปริมาณการทำเฮดจิ้งของผู้นำเข้าอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต”นางรุ่งกล่าว
จากรายงานเรื่อง “พฤติกรรมการทำ FX Hedging ของผู้ประกอบการไทย และความสัมพันธ์กับอัตราแลกเปลี่ยน” ที่ ธปท. ได้จัดทำขึ้นพบว่า อุตสาหกรรมที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร โดยทำเฮดจิ้ง 24.6 % รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก 14.2 % และเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมีที่ 9.3 % เครื่องจักรและเครื่องมือ 9.2 % คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ 8.4 %
ด้านผู้นำเข้าได้แก่ ภาคการผลิตถ่านโค้กและผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม มีการทำเฮดจิ้ง 24.4 % เคมีภัณฑ์และเคมี 13.7 % โลหะขั้นมูลฐาน 12.9 % ยานยนต์ รถพ่วง และรถกึ่งพ่วง 11.5 % และการผลิตอาหารที่ 10.7 % และมักพบว่าหากเงินบาทอ่อนค่าลงผู้นำเข้าจะป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากนั้น 1 เดือน สะท้อนว่าผู้นำเข้ามีพฤติกรรมรอดูทิศทางค่าเงินก่อนการตัดสินใจป้องกันความเสี่ยง เช่นเดียวกับผู้ส่งออก สอดคล้องกับผลสำรวจบริษัทในไทย พบว่า 73% มีการป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วนและมีการปรับสัดส่วนมากน้อยตามทิศทางแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยยังป้อนกันความเสี่ยงน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างนิวซีแลนด์และแคนาดา แต่ใกล้เคียงกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอย่าง อินโดนีเซีย
ทางด้านนายสุธีร์ โล้วโสภณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ลูกค้ามีการเฮดจิ้งเพิ่มขึ้นจากในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความผันผวนในปีนี้จะยังมีอยู่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่เงินบาทอ่อนค่าลง 7% ทั้งปัจจัยทางด้านการเมืองและปัจจัยจากมาตรการคิวอีที่เริ่มลดวงเงินลงในปีนี้ ทำให้เงินทุนไหลออกต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ลูกค้าจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น ซึ่งในปีนี้ธนาคารเพิ่มบริการธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อช่วยลูกค้ารับมือความผันผวนสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย
"ตอนนี้ผู้ส่งออกรอขายเงินบาทและไม่ซื้อฟอร์เวิร์ดมากนัก แต่เมื่อลูกค้าได้ประโยชน์จากธุรกิจแล้วไม่ควรรับความเสี่ยงมากนักเพราะหากการเมืองจบดีเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าได้ ไม่จำเป็นต้องเฮดจ์ไว้ทั้ง 100% ทำแค่บางส่วนก็ได้ โดยเฉพาะบริษัทเล็ก ๆ ที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจมากจะเสียเปรียบ"
ทั้งนี้ตลาดยังจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองในสัปดาห์หน้าที่จะมีการปิดกรุงเทพของกลุ่มกปปส. หากสถานการณ์มีความรุนแรงอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าไปถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ อย่างไรก็ตามในระยะยาวค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าจากการขาดดุลการค้าและเงินทุนไหลออก โดยคาดว่าค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์







