"บัณฑูร ล่ำซำ"ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทยเตือนแบงก์ ปล่อยกู้เกินตัว"พังทั้งระบบ"
"ต้องไม่ลืมว่าไทยมีโอกาสเกิดวิกฤติได้ มีโอกาสเจ๊งได้อีก ถ้าทำเกินตัว การพูดว่า ทำเกินตัวมันตีความลำบาก ต้องมีคนกลาง คือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาตัดสินว่าแค่ไหนเกินตัว แล้ว ธปท. ต้องมีสติ และมีปัญญาที่จะบอกได้ว่าเป็นอย่างไร"
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดใจถึงทิศทางและความเสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยในอนาคต เนื่องจากเป็นหน่วยธุรกิจที่ต้องทำงานท่ามกลางความกดดัน ทั้งการผลักดันระบบเศรษฐกิจ การทำกำไร และการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผู้ถือหุ้น ซึ่งหลายอย่างมีความขัดแย้งกัน ดังนั้นสิ่งท้าทายที่สุดก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลขึ้นได้
บัณฑูรกล่าวว่าอย่างแรกต้องตีโจทย์ให้แตกว่าระบบแบงกิ้งคืออะไร ซึ่งในความเห็นส่วนตัว คือ ความมั่นคงของเศรษฐกิจ เพราะระบบธนาคารเป็นศูนย์รวมของเงินออมประเทศ และต้องทำหน้ากระตุ้นให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียน ซึ่ง 2 ภารกิจมีผลตรงกันข้าม คือ ถ้าไม่หมุนเวียนเศรษฐกิจ ระบบแบงก์ก็ไม่ทำหน้าที่ แต่ถ้าหมุนมากเกินไปก็พัง
แม้ทุกวันนี้แบงก์จะมั่นคง แต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบแบงก์ที่เชื่อกันว่าดี แต่ไม่มีใครเก่งจริง หากทำเกินตัวก็พังได้ แบงกิ้งเป็นแหล่งรวมเงินออมมหาศาล และเป็นแหล่งรวมคนเก่งของประเทศให้มาชุมนุมกัน เพราะทำงานแบงก์แล้วรวย แต่เมื่อทำแล้วได้ดีก็หยุดไม่ได้ เพราะอยู่ในระบบตลาดทุน ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อตลาดหลักทรัพย์ทุก 3 เดือน ซึ่งไม่มีใครอยากรายงานว่าทำไม่เข้าเป้า เพราะหากไม่ดีก็อยู่ในระบบตลาดทุนไม่ได้
โลกตลาดทุนกดดัน"เน้นกำไรสูง-ไม่เอาเสี่ยง"
บัณฑูรบอกว่า โลกของตลาดทุนต้องการ 2 สิ่งพร้อมกันคือ ทำกำไรสูงสุด (high profit) และไม่ต้องการความเสี่ยง (no risk) แต่ความเป็นจริงหากต้องการผลงานออกมาดี ต้องกล้าเสี่ยง (take risk) แต่การเสี่ยงมากเกินไปถึงจุดหนึ่งก็พังได้ เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เริ่มจากการแข่งกันทำตราสารอนุพันธ์แล้วไม่สามารถควบคุมได้ เพราะซับซ้อนหลายชั้นจนกระทั่งไม่มีใครรู้ว่าใครทำอะไร ถึงจุดหนึ่งเมื่อก้อนอิฐอันสุดท้ายหลุดไปแค่ก้อนเดียวทำให้ทั้งหมดพัง ทุกคนรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้ก็ยังทำ เพราะอยู่ในอาการตะลุมบอล
ถ้าบริหารจัดการแบบคอนเซอร์เวทีฟอยู่รายเดียว ก็มีสิทธิที่จะถูกไล่ออกได้หากผลงานไม่ดี ทั้งๆ ที่การจะตัดสินว่าใครผลงานดีหรือไม่ดีควรใช้เวลา 5 ปี แต่ทุกวันนี้เป็นโลกของตลาดทุน ผลงานออกมาไม่ดีไตรมาสเดียวก็มีสิทธิถูกไล่ออกได้ เพราะถูกกดดันจากผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการ ซึ่งแบงก์เป็นเหมือนกันทุกประเทศ
คนกลางที่จะห้ามแบงก์ไม่ให้ตกเหวได้คือธนาคารกลาง เพราะตรวจสอบแบงก์และห้ามไม่ให้ทำหรือสั่งให้หยุดได้ ซึ่งธนาคารกลางต้องทำหน้าที่ คือ ทำให้เศรษฐกิจหมุน เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่เดินหน้าก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำพังก็ถูกต่อว่า จึงต้องสร้างสมดุล แต่ก็มีคำถามอีกว่าสมดุลอยู่ตรงไหน เพราะการตัดสินอะไรที่ทำให้ทุกคนพอใจทั้งหมดเป็นไปไม่ได้
ตัวอย่างกรณี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ไม่มีใครรู้ว่าปรับแล้วจะดีหรือไม่ ต้องรอเป็นปีถึงจะรู้ผล สะท้อนภาพจากกรณีนายอลัน กรีนสแปน ช่วงนั่งตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทุกคนยกให้เป็นเหมือนพระเจ้า แต่ตอนนี้คนเริ่มวิจารณ์ถึงการบริหารนโยบายที่ผ่านมา
บัณฑูรกล่าวว่า คนที่อยู่ในตำแหน่งที่มี 2 วัตถุประสงค์ ก็เหมือนธุรกิจธนาคาร เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบผู้ถือหุ้นพร้อมกับการแบกหนี้จากการเอาทรัพย์ของคนอื่นมาจัดการ ซึ่งแค่ไหนจะพอดี ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเวลานั้นๆ เป็นเรื่องของสังคมในการใช้ดุลพินิจ แต่ถ้าผลักดันอย่างเดียวก็พัง เพราะต้องการทำกำไรมากขึ้น เมื่อทำไม่ได้ก็จะตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยง
ซึ่งประเด็นนี้เป็นความโชคดีที่ไทยไม่ได้ทำ เพราะได้ประสบการณ์จากวิกฤติ ทำให้แบงก์ไม่กล้า และ ธปท. ก็ห้ามไม่ให้ทำ จึงเหลืออย่างเดียวที่ทำธุรกิจได้ คือการปล่อยกู้ ซึ่งดูเหมือนมีความระมัดระวัง แต่ใครจะรู้ว่าการแข่งกันปล่อยกู้ มีอะไรซ่อนอยู่ แต่ถ้าไม่ปล่อยกู้ แบงก์ก็ไม่สามารถสร้างกำไร ยิ่งกดดันให้ผู้บริหารทำอะไรเกินตัว เป็นการเพิ่มความเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ข้อมูลธปท.ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์มีอัตราการขยายตัวด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉลี่ยโต 15-20% นับจากปี 2554-2556 ซึ่งถือว่าขยายตัวร้อนแรง เมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต 5-6%
"ระบบแบงก์ทั้งโลกเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นที่มาของแบงก์ในประเทศที่พัฒนาแล้วล่มสลายช่วงเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ทั้งที่เป็นต้นตำรับการคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยง สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครเก่ง"
หรือกรณีของแฟนนีเม และเฟรดดี้ แม็ค ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐคล้ายๆ กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) ที่ต้องสนองนโยบายรัฐปล่อยกู้ให้กับคนไม่มีบ้าน แต่ถ้าปล่อยมากก็เป็นความเสี่ยง ไม่ปล่อยก็ไม่ได้จะถูกหาว่าไม่สนองนโยบายรัฐ
"แต่คนจำความผิดได้ในระยะเวลาสั้น แล้วคนที่มาบริหารแบงก์ทุกวันนี้ คนละชุดกับพวกที่เคยเผชิญวิกฤติมา แม้คนที่มาบริหารจะอ้างว่ามีความระมัดระวังมีวิธีคิดที่รัดกุมก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าเมืองไทยมีโอกาสเกิดวิกฤติได้ มีโอกาสเจ๊งได้อีกถ้าทำเกินตัว การพูดว่าทำเกินตัวมันตีความลำบาก ต้องมีคนกลางคือแบงก์ชาติ มาตัดสินว่าแค่ไหนเกินตัว แล้วแบงก์ชาติต้องมีสติ และมีปัญญาที่จะบอกได้ว่าเป็นอย่างไร"
ห่วงแบงก์ไทยสำรองไม่พอรับมือวิกฤติ
ทุกวันนี้แม้ว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีการตั้งสำรองเผื่อไว้ แต่ใครจะรู้ว่าสำรองที่ตั้งไว้เพียงพอหรือไม่ เพราะวิกฤติไม่ได้อยู่ที่ไทยอย่างเดียว วิกฤติอาจเกิดจากประเทศอื่นก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าโดยรวมการจัดการได้สอดคล้องกันพอสมควร
ส่วนกรณีที่เปิดให้แบงก์ต่างประเทศ มาเปิดสาขาทำธุรกิจในไทยได้ ไม่น่าเป็นห่วงเพราะทุกวันนี้ส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่อยู่ในมือของ 4-5 ธนาคารใหญ่ ซึ่งการแข่งขันรุนแรงอยู่แล้ว แม้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นก็ยังแข่งขัน จึงอยู่ที่จะควบคุมการแข่งขันได้หรือไม่ ถ้าควบคุมไม่ได้ ทุกคนก็จะลุกมาทำอะไรเสี่ยงๆ ขณะที่คนทำธุรกิจระมัดระวังจะอยู่ไม่ได้นาน
บัณฑูรกล่าวถึงการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) กับการทำธุรกิจว่า ธนาคารต้องหารูปแบบที่ทำได้ เพราะกสิกรไทยมีทุนไม่มาก จึงมีการจับมือกับพันธมิตรเพราะวัตถุประสงค์ไม่ใช่แค่ต้องการปล่อยกู้ แต่ต้องการบริการลูกค้าที่ไปลงทุนในอาเซียน เป็นการรักษาลูกค้า ส่วนการเข้าไปทำธุรกิจในจีน เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ ธนาคารจึงต้องการเข้าไปอยู่ในแผนที่จีนด้วย และยังจะช่วยโยงไปถึงเออีซี ซึ่งถือเป็นอนาคตที่สำคัญ
จ่อส่งไม้ต่อตำแหน่งประธาน-ซีอีโอ
ส่วนอีกภารกิจหนึ่งของ บัณฑูร ที่ต้องทำก่อน ลงจากเก้าอี้ประธานกรรมการและซีอีโอและหาคนมารับตำแหน่งแทน คือต้องบริหารจัดการทุกอย่างให้เข้าที่ ทั้งโครงสร้างการปฏิบัติการ ระบบไอที และแบรนด์ดิ้ง โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะธุรกิจแบงก์สินค้าดีไม่ได้แปลว่าจะชนะ การแบรนด์ดิ้งเป็นมากกกว่าการโฆษณา ต้องทำให้ลูกค้าเข้าถึงองค์กร และพนักงานรู้สึกว่าทำงานกับองค์กรนี้แล้วดี ท้ายสุดเมื่อผมจะลุกออกไปก็สบายใจ
"มิชชั่นการบริหารจัดการธนาคารเป็นภาระที่ผู้ใหญ่มอบมา ต้องทำให้สำเร็จ เมื่อลุกออกมาจะได้ ดูดี เป็นงานที่ต้องทำภายใต้เวลาอันจำกัด ต้องเร่งมือทำให้สำเร็จ เพราะอายุ 60 ปีแล้ว เป็นโจทย์ที่ท้าทายของชีวิต ถ้าทำได้ถือว่าเป็นความสำเร็จ ไม่ใช่ลุกออกไปแล้วกระจุยกระจาย หรือเละ แต่ถ้าผมลุกไปก็อาจอยู่เป็นพี่เลี้ยงสักพักเพื่อส่งไม้ต่อ"









